idh's profile0mnia vincit Amor : et n...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    December 22

    อื่นๆ อีกมากมาย

    เส้นหลายเส้นเป็นเส้นสาย
    ลายต่อลายเป็นลวดลาย
    คนกับคนเกิดความสัมพันธ์
    เธอๆ ฉันๆ และคนอื่นๆ (อีกมากมาย)
    December 21

    ในตู้หนึ่งของรถไฟขบวนหนึ่ง(บันทึกระหว่างการเดินทาง)

    เช้าวันหนึ่งผมพบตัวเองบนรถไฟ นานมากแล้วที่ไม่ได้แนบก้นลงบนหลังของเจ้าม้าเหล็ก บรรยากาศเก่าๆ หวนคืนมาให้นึกระลึกถึง กลิ่นเหล็กและเสียงโครมครามดังอยู่ตลอดเวลาที่เกือกของม้าตัวนี้กระทบกระแทกลงบนรางวิ่งของมัน คนขายไก่ย่างข้าวเหนียวดูจะเป็นภาพคุ้นชิน เสียงเรียกให้ลองลิ้มชิมของผลไม้ที่อร่อยที่สุด อย่างน้อยๆ ก็ที่สุดบนขบวนรถไปนี้ หนุ่มสาวที่นั่งแอบอิงบนม้านั่งไม้หลังตรง มันคงนุ่มสำหรับพวกเขาทีอยู่ในห้วงเวลาของความสุขสม ลมหนาวโชยผ่านช่องลมเล็กๆ ตามข้อต่ออวัยวะของม้าตัวนี้ สร้างความเหน็บหนาวให้ใครบางคนที่นั่งอยู่คนเดียวบนม้านั่งไม้ ผู้คนหลากหลายขึ้นและลงผลัดเปลี่ยนเมื่อเจ้าม้าตัวนี้เทียบท่าชานชลาระหว่างทาง ภาพที่มองเห็นเหล่านี้หวนให้นึกถึงนิยายเรื่อง หลายชีวิต ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แม้ว่าพาหนะจะแตกต่างกันไป แต่ชีวิตผู้คนที่ผ่านเลื่อนไหลไปมาบนคลองจักษุในขณะนี้ก็ชวนให้นึกถึงเรื่องราวของพวกเขาแต่ละคน อย่างไอ้หนุ่มนักดนตรีที่ยืนสูบบุหรี่บนข้อต่อระหว่างขบวน สายตาที่ทอดยาวออกไปชวนให้รู้สึกว่า เสียงเพลงบ้านเกิดนั้นเรียกหาเขา หรือว่าเขาเองนั่นแหละที่ออกจากบ้านเกิดและกำลังมุ่งหน้าหาที่ทางใหม่ให่ใ้กับชีวิตและเสียงดนตรีของเขา หรือเขากำลังนิ่งสดับและใช้สมาธิไปกับเสียงล้อกระแทกรางเพื่อค้นหาท่วงทำนองใหม่และตัวโน้ตที่ตกหล่นในระหว่างการเดินทาง หญิงแก่โพกผ้าแบบอิสลามิกชนนั่งโดดเดี่ยว มือที่เหี่ยวแห้งด้วยวัยขยับเพื่อกระชับเสื้อคลุมราวกับว่าจะให้มันแนบเป้นส่วนหนึ่งกับผิวหนัง ความหนาวเหน็บทำร้ายคนสูงอายุได้ดีกว่าหนุ่มสาว พนักงานรถไฟเดินตรวจตราเป็นระยะ เสียงตัวหนีบตัวดับแต๊กๆ ทุกครั้งยามที่เขาเดินผ่าน การวนเวียนกับกิจกรรมซ้ำซากคงดีถ้ามือไม้ได้ขยับเป็นจังหวะทำนอง หรือเป็นการซ้อมเพื่อความคุ้นชินกับอุปกรณ์ในมือ ตำรวจรถไปดูเป็นหน่วยงานใกล้ชิดประชาชนเป็นที่สุด พวกเขาเดินไปมาตลอดเวลาที่รถขับเคลื่อน ตู้เสบียงด้านหลังดูเหมือนจะว่างเปล่าในขณะนี้ บรรยากาศต่างจากเมื่อคืนที่ครึกครื้นไปด้วยผู้คนเวียนเข้าออก พ่อค้าแม่ค้าขายกาแฟเดินถือกระติกน้ำร้อนบริการถึงที่ ผมนึกถึงเครื่องจักรชงกาแฟอัตโนมัติที่เรา ที่เป็นผู้ซื้อต้องเดินไปแสวงหามัน แทนที่มันจะอัตโนมัติจริงๆ เมื่อเราอยากกินมันควรประเคนกาแฟหอมมาให้ถึงที่ เพราะมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความสะดวกสบายมิใช่หรือ เสียงโทรศัพท์หลากสำเนียง ทั้งรุ่นเก่าใหม่ดังมาเป็นระยะ เสียงเพลงประจำเครื่องทำให้ผมมองไปยังเจ้าของเครื่องมือสื่อสารนี้บ่อยๆ เปล่า ผมไม่ได้รำคาญ เพียงแต่สนใจควมาสัมพันธ์ของคนและโทรศัพท์รวมถึงสำเนียงเรียกเข้าที่พวกเขาเลือก บางเครื่องร้องเพลงของคนไกลบ้านชวนให้หัวใจทะยานกลับรวงรัง บางเครื่องแผดเสียงของวงร๊อกชื่อดัง แต่ละสำเนียงนั้นอาจจะบอกบุคลิกของเจ้าของเครื่องได้บางส่วน แต่ไม่ใช่ทุกคน เพราะเมื่อเสียงเพลงซิมโฟนีหมายเลขห้าดังขั้นเมื่อใด ผมจะต้องเห็นตัวเองมีสีหน้าฉงนพร้อมกับอาการค้นหาคำตอบประดับอยู่เมื่อนั้น เจ้าของมันเป็นหญิงสาวที่นั่งเยื้อจากผมไปหนึ่งแถวทางด้านหน้า จากด้านข้างผมมองเห็นความโค้งว้าที่เหมาะสมของรูปหน้า แม้เสื้อผ้าที่หนาแน่นสำหรับฤดูหนาวจะปกปิดส่วนต่างๆ ของร่างกายได้มิดชิด แต่ใครบางคนสามารถดูเสื้อผ้าแล้วเห็นถึงบุคลิกคนใส่ และผมเองจำเขามา การเลือกเสื้อผ้าของหญิงสาวแสดงออกถึงรสนิยมที่ดี และสีผิวท่าทางของหล่อนเองไม่บ่อยนักที่ปรากฎเห็นบนรถไฟชั้นสาม ทุกครั้งที่เพลงคลาสสิกของหล่อนดังขึ้น หล่อนมักจะยกมันขึ้นมามองด้วยอาการปกติด ราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย และเสียงเพลงนั้นจะดังต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการรับสาย ใบหน้าจากด้านข้างเรียบเฉย และบางครั้งความสวยงามนั้นก็มาพร้อมกับความเศร้าสร้อย ความสนใจทั้งหมดทั้งมวลของผมนั้นดำดิ่งอยู่กับสำเนียงนั้นและเจ้าของเครื่อง ไม่ ผมเองไม่เชื่อเหตุบังเอิญของใครบางคนที่พบรักบนรถไฟ หรือไม่ได้หวังสิ่งใดๆ จากหญิงสาวเจ้าของโทรศัพท์ เพียงแต่ความสนใจแปลกประหลาดที่รวมอยู่ในองค์ประกอบต่างๆ ในตัวหญิงสาวดึงดูดให้ผมไม่สามารถสลัดความคิดคำนึงบางอย่างออกจากหัวได้ ในขณะนั้นเสียงล้อเหล็กแทบจะไม่ได้ยิน ผู้คนรอบข้างนั้นเหมือนได้หายไปจากสายตา ทั้งขบวนรถไฟเหมือนกับมีเพียงหล่อนนั่งอยู่เท่านั้น แม้แต่ตัวผมเองก็ถูกทำให้หายไปด้วย ดูเหมือนรถไฟทั้งขบวนถูกครอบคลุมด้วยความแปลกประหลาดพิสดารขององค์ประกอบในตัวหล่อน สำหรับผมมันดูเหงาพิลึก เหงาทว่าสวยงามและก็ระคนกับความประหลาดล้ำ มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ผมมองหล่อนจากระยะห่างเพียงหนึ่งแถวที่นั่ง แต่ภาพนั้นเหมือนกับเรามองภูเขาสวยงามไกลตาที่จมอยู่ในหมอกแดดตอนเช้า สวยงามแต่ไกลออกไป ผมไม่แน่ใจนักว่าเป็นหล่อนเองหรือเปล่าที่พยายามอยู่ไกลออกไป ไกลออกไปจากผู้คน เสียงเพลงของเครื่องยังดังล่องลอยอยู่ ความจริงสำเนียงเพลงนั้นไม่เศร้าสร้อยแต่ไม่รู้ทำไม บรรยากาศรอบข้างจึงดำดิ่งลงสู่ห้วงเหวของความโดดเดี่ยว เสียงประกาศจากสถานีปลายทางดังขึ้น ผมรู้สึกตัวและขยับจัดแจงเป้ใบเล็กเพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายตัวเองไปสู่พาหนะอื่นๆ ผมลงรถเป็นคนรองสุดท้ายในขบวนของผม เมื่อเดินผ่านหล่อนผมอดไม่ได้ที่จะกวาดหางตามอง ไม่เห็นอะไรมากนัก รู้แต่เพียงว่าหล่อนไม่มีทีท่าว่าจะขยับออกจากที่นั่ง หล่อนนนั่งในท่าที่ดูเหมาะและราวกับเป็นส่วนหนึ่งของเก้าอีไม้ตัวนั้น เมื่อสองเท้าแตะชานชลาผมยืนมองขตู้เดิมของขบวนรถไฟ ยังคงไม่มีใครลงมาเพิ่มจากที่ผมลง เนิ่นนานาทีจนสถานีรถไฟแห่งนี้เริ่มร้างไร้ผู้คน มีแค่ผมกับขบวนรถไฟ และถ้าจะมีคนเพิ่มก็คงเป็นหญิงสาวคนนั้น ผมตัดสินใจเดินหันหลังจากไป ขบวนรถไฟอยู่เบื้อหลัง อาจจะเป็นไปได้ที่หลังจากนั้นหล่อนก็อาจจะลุกก้าวลงมาจากตู้รถไฟ และเป็นไปได้ที่หล่อนอาจจะอยู่ในท่าเดิมที่สวยงามกลมกลืนกับรถไฟ และไม่จากไปไหนจนรถไฟเคลื่อขวบนอีกครั้ง ผมพยายามเลิกสนใจเหตุการณ์ในหัว แต่ความรู้สึกติดค้างคล้ายแมงมุมชราที่ชักใยเกี่ยวโยงต้นเสาใต้ถุนเพื่อเวลาสุดท้ายของชีวิต ความแปลกประหลาดนั้นยังไม่จางหายแม้ในเวลานี้...
    December 19

    ดวงดาว ภูเขา ป่า ฉัน และเธอ

    บันทึกเรื่องราวในห้องเล็ก วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2550 ห้องบัวตอง, ยูนิเซิฟ มช.

     

     

    วันจันทร์ที่ผ่านมา การเดินทางเนิ่นนานในต่างแดนทำให้เหน็ดเหนื่อยเกินกว่าจะเดินทางรวดเดียวถึงมหานครกรุงเทพ ผมจึงตัดสินใจหยุดตัวเองให้เคลื่อที่ช้าลงที่เชียงใหม่เป้นการปรับตัวกับความเป้นเมืองไปในตัว แต่จังหวะเวลาช่างพอเหมาะพอเจาะ เมื่อทราบข่าวว่ากลุ่มภาคีคนฮักเจียงใหม่ ได้จัดการเสวนาเกี่ยวกับการสร้างหอดูดาวบนดอยอินทนนนท์ เนื่องจากเวลาที่มีอยู่เหลือที่จะฆ่ามันให้หมด ผมจึงโยกย้ายร่างกายไปนั่งฟังเสวนาในครั้งนี้กับเขาด้วย บรรยากาศยามบ่ายของเมืองเชียงใหม่ช่างเป็นใจให้หาที่หลบมุม เพราะแดดร้อนแรงแม้อยู่ในช่วงฤดูหนาวนั้นทำให้ผิวบางๆ เริ่มมีอาการแสบคันขึ้นมาบ้างแล้ว

                    ห้องเล็กๆ ชื่อบัวตอง ไม่มีสีเหลืองเช่นสีดอกไม้สวยที่เป็นวัชพืชที่คนนนิยมมากที่สุด ห้องนั้นนิ่งงันในยามบ่ายต้นๆ คนยังคงไม่หนาตา ที่นั่งท้ายสุดของห้องคงเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับคนนนอกวงอย่างผม ไม่นานนาทีต่อมาคนเริ่มทยอยเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ จนผมเป็นคนในวงไปเสียแล้ว ด้วยโดนโอบล้อมอย่างอุ่นหนาฝาคั่งจากผู้คนหลากหลายอาชีพ การเสวนาครั้งนี้คงจะออกรสสนุก เมื่อผมกวดตาดูรายชื่อผู้เข้าร่วม พอพบชื่อที่คุ้นตาคุ้นหู ทั้ง นายแพทย์นักอนุรักษ์ แห่งชมรมอนุรักษ์นกล้านนา หมอหม่องนั่นเอง กวาดมองป้ายชื่อข้างเคียง ก็พบกับชื่อของอาจารย์อุทิศ กุฏอินทร์ อดีตคณะบดี คณะวนศาสตร์เกษตรศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีผู้อำนวยการผู้ดำเนินงานด้านดาราศาสตร์ อาจารย์บุญรักษา จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์จากคณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม จากเทคโนตีนดอยเยื้อกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขออภัยหากนามและนามสกุลบางรายการอาจจะผิดพลาดและตกหล่น สุดท้ายเป็นพิธีกรที่มากจากสายเอ็นจีโอ ผู้ที่คุ้นเคยกับผมเป็นอย่างดี แค่ชื่อยังไม่เจอตัวผมก็แทบอดใจไม่ไหวแล้ว

                    และแล้วก็ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย พิธีกรได้เปิดรายการรวมถึงบรรยายภูมิหลัง หน้าที่การงานคร่าวๆ ของผู้ร่วมเสวนาในครั้งนี้ ไล่เลียงเป็นลำดับไป เมื่อพิธีการผ่านไป ไสดล์เรื่องดอยอินทนนท์ก็ถูกฉายโดยมีเสียงของคุณหหมอหม่องบรรยายควบคู่ไปด้วย หมอหม่องฉายให้เห็นภาพดอยอินทนนท์สมัยเมื่อสิบยี่สิบปีผ่านมา ภาพความชุ่มฉ่ำอุดมสมบูรณืนั้นได้ไล่เรียงเข้ามาสู่สายตาของผม การมีโอกาสไปเยือนมาบ้างแล้วหลายครั้งทำให้ภาพเหล่านั้นสะกิดเตือนความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับดอยอินทนนท์ขึ้นมา หลายๆ คนคงรู้แล้วว่า ดอยดินทนนท์เป็นภูดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย สูงกว่าดอยหลวงเชียงดาว ดอยผ้าห่มปก ภาพความอุดมสมบูรณ์ค่อยทยอยผ่านไป ภาพเปรียบเทียบในปัจจุบันค่อยๆ ทยอยเข้ามาแทนที่ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติบนดอยดินทนนท์ทั้งจากการท่องเที่ยว และสาเหตุอื่นๆ ล้วนถูกนำเสนอขึ้นมาปรากฎแก่สายตาผู้ชม ไม่น่าเชื่อก็คงต้องเชื่อ เมื่อรูปภาพอดีตและปัจจุบันได้ถูกนำมาเปรียบเทียบกัน ผมจึงมราบได้ว่า การที่ผมไปเยี่ยมเยือนดออินทนนท์นั้นช่างต่างจากการที่คุณหมอและเพื่อนพ้องในแวดวงได้เดินทางเทียวขึ้นลงอยู่บ่อยครั้ง ผมแม้จะหลงรักในดอยสูงลูกนี้แต่สภาพความเปลี่ยนแปลงนี้ก็ไม่ได้ปรากฎแก่สายตาหรือความทรงจำ ผมคงเหมือนหลายๆ คนที่เดินทางไปเพื่อเที่ยวชมทำให้ภาพเบื้อหน้านั้นมีความเป็นปัจจุบัน และสร้างภาพให้เรารับรู้ว่านี่คือสิ่งที่ดอยอินทนนท์เป็นอยู่ทั้งในอดีตและปัจจุบัน แต่ถ้าคนที่ขึ้นไปบ่อยๆ ย่อมมองภาพนี้ได้ชัดเจนเพราะอยู่ในระหว่างช่วงเวลาที่ดอยดินทนนท์เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ภาพรถมากมายมหาศาลที่ทยอยปักหัวเข้าซองจำเป็นตามไหล่เขานั้น ทำให้ผมและคนอื่นๆ ตระหนักได้เลยถึงปริมาณที่มากเกินพอของผู้ที่อยากเห็นอยากสัมผัสดอยสูงดอยนี้ รถติดบนดอยไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนที่เห็นจนเจนตาในช่วงเทศกาล จากการประมวลภาพต่างๆ ผมตระหนักถึงปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่ง นั่นคือ ปัญหาเรื่องการท่องเที่ยว กระแสที่รุนแรง ความนิยมแบบล้นหลามนั้นน่ากลัว จริงอยู่ที่ใครและใครอาจจะคิดว่าขึ้นไปอยู่บนนั้นเป็นเวลาไม่นานก็ตาม แต่สมมติว่าคนทุกคนที่ขึ้นไปใช้เวลาแค่คนละหนึ่งชั่วโมงบนดอย วันนึงในช่วงเทศกาลมีคนขึ้นเป็นหมื่นคน อาจจะขึ้นในเวลาเดียวกันหรือเหลื่อมเวลากัน รวมออกมาก็เป็นเวลาที่มากโขพอสมควร นี่ไม่นับรวมคนที่ค้างอยู่บนดอย ถ้าอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกนับอายุการใช้งานจากจำนวนครั้งของผู้ใช้  ผมไม่แน่ใจว่าดอยอินทนนท์จะต้องมีครั้งการใช้งานเท่าไหร่ถึงจะพอ นอกจากภาพต่างๆ คุณหมอหม่องยังอธิบายถึงพืชพรรณและสิ่งมีชีวิตที่มีความสำคัญบนดอย ที่ยืนยันได้ว่าดอยสูงที่เปราะบางมีสิ่งมีชีวิตหลายสิ่งที่ไม่พบเจอในที่อื่นๆ ของโลก และในประเทศไทย มีความเฉพาะพื้นที่สูงและพร้อมที่จะสูญเสียได้ตลอดเวลา นับเป็นคุณค่าของพื้นที่ที่สำคัญยิ่ง นอกจากคุณค่าด้านชีววิทยาคุณค่าทางด้านจิตใจก็ไม่แพ้กัน ผู้ดำเนินรายการที่กล่าวถึงตอนต้น เป็นชาวปาเกอะญอโดยกำเนิด ได้กล่าวเสริมคุณหมอว่า เมื่อครั้งยังเด็กเขาได้เดินทางมาหาญาติที่เป็นปกาเกอะญอที่อาศัยในเขตดอยอินทนนท์ ญาติมักพูดถึงความศักสิทธิ์ของน้ำในบริเวณอ่างกาเสมอๆ ว่า สามารถรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยได้ชะงัดนัก แต่ตอนนี้น้ำในหลายจุดของอ่างกาได้แห้งขอดไปเสียแล้ว คุณค่าเชิงจิตใจนั้นนอกจากมีในกลุ่มชนเผ่าชาติพันธุ์กลุ่มย่อยแล้ว ในสำนึกของชาวเชียงใหม่ต่างระลึกอยู่ว่าบนดอยอินทนนท์บริเวณอ่างกานั้นเป็นที่ประดิษฐานของสถูปที่บรรจุอัฐิธาตุของเจ้าครองนครเชียงใหม่องค์ที่เจ็ดด้วย นั่นยิ่งย้ำความสำคัญในคุณค่าของดอยอินทนนทืให้ชัดเจน ภาพสุดท้ายหมอหม่องนำเสนอภาพคนป่วยนอนอยู่บนเตียงในห้องไอซียู อาการโคม่ามีสายยางท่อต่างๆ ห้อยระโยงระยางเต็มไปหมด และบอกว่า นี่คือ สภาพของดอยอินทนนท์ในปัจุบัน คนในห้องเสวนานั้นถึงกับอึ้งเงียบ เพราะหากจะมองว่าภูเขาใหญ่ลูกหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร คงไม่ชัดเท่ากับการมองแบบมีสิ่งเปรียบเทียบ

                    การไล่เรียงลำดับของผู้พูดในวันั้นไล่เรียงไปเรื่อยๆ จากหมอหม่องสู่อาจารย์บุญรักษาผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสร้างหอดูดาวโดยตรง ได้กล่าวถึงความสำคัญของหอดูดาวในเชิงการผลิตนักวิจัยทางด้านนี้ และการส่งเสริมให้เกิดงานวิจัยที่มีคุณภาพ นั่นเป็นเรื่องที่ดีมากๆ สำหรับความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย และหากเรามีหอดูดาวด้วยเสปคที่กำหนด หอของเราจะมีความใหญ่โตเป็นลำดับที่เทียบเคียงกับจีนซึ่งอยู่ในอันดับหนึ่งของโลกในเรื่องความใหญ่โต ณ ภาวะการณ์ปัจจุบัน นอกจากนี้เรายังจะสามารถเชื่อมร้อยเด็กๆ และเยาวชนให้หันมาสนใจการดูดาวและนั่นอาจจะส่งผลไปสู่การรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย เพราะดาวเองก็มีความผูกสัมพันธ์กับธรรมชาติอยู่มากโข ซึ่งอาจารย์บุญรักษาเองก็มีความตั้งใจในเรื่องนี้อย่างมาก ผมเองก็ได้มองเห็นประโยชน์ของการดูดาวจากการฟังท่านบรรยาย

                    คนต่อมาคือ อาจารย์อุทิศ ซึ่งได้กล่าวถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติบนดอยอินทนนท์ รวมถึงนำเสนอทางเลือกของการเลือกทำเลในการตั้งหอดูดาวแห่งใหม่ที่ไม่ใช่ดอยอินทนนท์ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกฎหมายป่าไม้และการหลีกเลี่ยงกฎในกรณีที่ต้องสร้างอาคารหรือสิ่งก่อสร้างขึ้นในพื้นที่ป่า นั่นทำให่ผมเศร้าอยู่บ้างเมื่อได้ฟังความจริงบางด้านของกฎหมาย แม้ว่าจะไม่เข้าใจมันอย่างถ่องแท้ก็ตาม อาจารย์จากดทคโนตีนดอยเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เข้าร่วมวงด้วย และเป็นสายแปลกแยกออกไป นั่นคือ ท่านเป็นอาจารย์สอนเกี่ยวกับวิชาสถาปัตยกรรม ซึ่งดูเหมือนจะห่างไกลหัวข้อที่สนทนาเหลือเกิน แต่ผมเองก็นึกได้ว่า หอดูดาวเองก็นับว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ต้องอาศัยหลักสถาปัตยกรรมเข้ามาประกอบ ฉะนั้นแล้วความรู้ขอศาสตร์นี้เองก็สามารถเป็นส่นหนึ่งของการนำไปใช้ในเรื่องนี้อย่างที่มีความสำคัญไม่ด้อยไปกว่าศาสตร์ใดๆ ท่านได้ลองคิดเรื่องความเหมาะสมรวมถึงหาทางออกสำหรับการย้ายที่สร้างหอดูดาวไปสู่ที่อื่น และหลังจากบรรยายจบกันครบถ้วนเป็นการอภิปรายแบบเปิดกว้างให้ผู้ฟังมีส่วนร่วม ซึ่งความคิดเห็นหลากหลายได้ทยอยหลั่งไหลออกมา ซึ่งส่วนมามาจากสายตา ทัศนคติ และพื้นฐานของแต่ละคน ซึ่งทั้งหมด มีทั้งเห็นด้วยกับการสร้างหอดูดาวในบริเวณนั้น และแน่นอนมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยเช่นกัน การอภิปรายยิ่งเปิดกว้างยิ่งดุเดือดชวนเลือดพล่าน ทว่าในเสียงสูงต่ำเหล่านี้อย่างน้อยๆ บางเสียงซึ่งอาจจะทำให้ใครบางคนชักสีหน้าไม่พอใจ หรือชักรอยยยิ้มเห็นด้วยให้ปรากฎออกมาก็ตาม ความสำคัญอยู่ที่ว่า ทุกคนถกกันถึงเรื่องที่ตนเองเชื่อ บนพื้นฐานของการเป็นผู้พูดและผู้ฟังที่เคารพกติกา วันนั้นผมพยายามอย่างยิ่งที่จะวางตัวเป็นแค่ผู้เดินทางผ่านมา อาศัยกาแฟกิน นั่งต่กแอร์ไป แต่เรื่องที่ได้รู้ ความตั้งใจของทุกคนที่อยากจะทำในสิ่งที่ตนเองเชื่อว่าดีที่สุดนั้น ทำเอาผมใจจดใจจ่อกับการถกปัญหาอย่างลืมตัว(แต่ไม่ลืมกินกาแฟและขนม)

                    สุดท้ายกระบวนการสร้างหอดูดาวบริเวณใกล้อ่างกายังต้องคุยกันอีกหลายรอบแน่นอน และโครงการเองก็ยังไม่ผ่านการทำประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม การนั่งคุยทำความเข้าใจเหล่านี้คงปรากฎอยู่เรื่อยๆ อีกสักระยะจนกว่าจะได้สิ่งที่นำความพอใจมาสู่ทุกฝ่าย หลังจากบ่ายนั้นค่ำคืนผมนั่งรถกลับบ้านเห็นทั้งดาว ภูเขา และป่าข้างทาง ทุกอย่างในเงามืดดูไม่มีอะไรด้อยไปกว่าอะไร และอยู่อย่างกลมกลืนในความเป็นตัวเอง หวนนึกถึงการประชุมเสวนาอีกครั้งผมอยากให้ทุกกรณีที่มีปัญหามีการจัดเวทีเช่นนี้อย่างตั้งใจ จริงใจ เพราะอย่างน้อยๆ เราทุกคนเองก็เป็นส่วนประกอบในนั้น เพราะเรายืนอยู่ใกล้ภูเขา ติดชิดป่าไม้และใต้ดวงดาว ที่สำคัญเรามีส่วนรับรู้และรับผิดชอบต่อการที่เผ่าพันธุ์ของเรากระทำต่อโลก ซึ่งเราเรียกว่า โลกของเรา