idh's profile0mnia vincit Amor : et n...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    April 22

    เรื่องของเรื่อง เพราะมันอยูที่นั่น (ตอนสาม เดินดุ่มอยู่บนความยิ่งใหญ่)

    อากาศยามเช้าไม่สดใสนัก แสงตะวันสาดแรงเอาเรื่อง เนื้อหนังเริ่มแสบ อาหารเช้าวันนี้ดูเหมือนว่าต้องมองผ่านมันไป เพราะมีนัดกับความยิ่งใหญ่ของปราสาทขอม ปราสาทที่ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก จะเป็นอย่างไรนะ กับสิ่งที่หลายคนถามว่า มันถูกสร้างมาโดยมนุษย์หรือไม่ ก่อนหน้านี้ได้ยินเรื่องราวของสถานที่นี้อยู่หลายคราครั้ง จะเรียกว่าได้รับรู้ทั้งการฟัง อ่าน เห็น ผ่านสื่อต่างๆ วันนี้เราอาจจะได้ดมกลิ่นความปรัมปราของมัน และหากพิเรนทร์กว่านั้นก็คงชิมรสชาติความโบราณให้ครบกับสัมผัสทั้งห้าเสียที
     
    รถเครื่องพาเราลัดเลาะไปตามเส้นทางต่างๆ ความคล่องตัวของขนาดรถทำห้ได้เห็นรายทางค่อนข้างมาก ผมจึงได้เห็นเมืองเสียมเรียบทั้งแบบสมัยใหม่ในโซนของแหล่งท่องเที่ยวและแบบพื้นถิ่นในระดับของคนพื้นบ้านย่านเก่า แม่นำเสียมเรียบนำสายตาไปสู่อาคารรูปทรงสวยๆที่สร้างขึ้นมาตอบสนองนักท่องเที่ย หรืออาคารที่ปรับปรุงจากตึกในสมัยอาณานิคม การจักรูปแบบของผังเมืองของเสียมเรียบดูจะมีความเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่มาก เมื่อวิ่งผ่านโซนโรงแรมห้าดาวหลายหลังออกไป เข้าสู่ด่านที่ใช้เป็นสถานที่สำหรับทำบัตร ซื้อตั๋วเพื่อเข้าชมปราสาทขอม คนพลุกพล่านในเวลานั้น รถมากมายหลายขนาด ผู้คนหลากหลายเชื้อชาติต่างเดินทางมาชอมอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่แต่โบราณ ซึ่งแต่เดิมได้ถูกมองข้ามมาเป็นระยะเวลายาวนาน เพราะตั้งอยู่ในประเทศที่เรียกกันว่า ประเทศโลกที่สาม ผมสงสัยตลอดว่า โลกที่หนึ่งกับโลกที่สองอยู่ตรงไหน และใครกันหนอที่เป็นคนบอกว่าที่ใดควรเป็นลำดับใด หนึ่ง สอง หรือว่าสาม ผมและเพื่อนๆลงถ่ายรูปติดบัตรและชำระค่าผ่านทาง ผมค่อนข้างชอบบรรยากาศในห้องถ่ายรูปอยู่มาก เก้าอี้มีพนักวางเรียงกัน ทุกคนนั่ง ตัวไม่ต้องตรง นั่งตามสบาย ใส่หมวกก็ได้ แว่นตาดำยังใส่ได้ แถมไม่คิดค่าบริการเพราะคิดรวในค่าตั๋วเข้าชมแล้ว รูปที่เตรียมมาจากบ้านเราเลยไม่ควักออกมาใช้ อยากมีรูปติดบัตรใส่หมวกสักใบ ขณะที่ถ่ายรูปคุณไม่ต้องไปนั่งถ่ายคนเดียว เขาใช้วิธีแพลนกล้องถ่าย มันมาก มีนักท่องเที่ยวหลายกลุ่มนั่งเรียงถ่ายรูปกัน เหมือนถ่ายรูปครอบครัวมากกว่าและเป็นกันเองอย่างที่สุด หลังจากถ่ายรูปเสร็จก็ส่งให้พนักงานของเขาเพื่อไปทำบัตร บัตรเข้าชมปราสาทนั้นแยกออกเป็นสามราคา ตามระยะเวลาเข้าชม หนึ่งวัน สามวัน จนถึง เจ็ดวัน ผมเลือกสามวันตามที่เวลาท่มีอยู่จะอำนวย ราคาสี่สิบดอลลาร์ที่คิดว่าแพงจังวะในตอนแรก กลับคุ้มค่าที่สุด พนักงานเจ้าหน้าที่ล้วนแล้วแต่ยิ้มแย้มแจ่มใส หลายๆคนมีชื่อติดหน้าอกที่ออกเสียงและมีความหมายคล้ายกับชื่อผู้คนในบ้านเรา อย่างเช่น แก้ว จันทรา สาวสวยที่อยู่ประจำตรงช่องตรวบัตรก่อนออกเดินทาง
     
    รถของเราสี่คันวิ่งผ่านเข้าสู่เขตของปราสาท ต้นไม่ร่มครึ้ม แต่ละต้อนคงมีอายุอานามมากกว่าคนแก่ที่อายุยืนที่สุดในโลกเป็นแน่ ด้วยลำต้นใหญ่สูงจนแหงนมองคอตั้งบ่า เบื้องหน้าเริ่มมองเห็นแสงสะท้อนบนผืนน้ำ นั่นเองคือบารายของปราสาทนครวัด เรามองผ่านครวัดเพราะจุดมุ่งหมายไม่ได้อยู่ที่นี่ในวันนี้ เราเข้าสู่ซุ้มประตูเหนือซุ้มประตูประดับด้วยใบหน้านั้น รอยยิ้มนั้น อวโลกิเตศวรทรงแย้มพระพักตร์อยู่เหนือหัว ก่อนที่ผมจะดุ่มเดินเข้าไป ได้แต่นึกในใจถึงคำกล่าวของอาโนล ทรอยบี ว่า see angkor wat and die  เพียงได้พานพบ ก็พอที่จะทำให้หลับตาตายได้จริงหรือ กระนั้นหัวใจก็แก่งไกวเพียงแค่พระพักตร์นั้นที่อยู่เหนือกหัว...
    April 18

    เรื่องของเรื่อง เพราะมันอยู่ที่นั่น (ท่องไปในอวกาศ)

    กึกกัก ไม่ใช่ ฉึกฉัก เพราะนี่ไม่ใช่รถไฟเสียงจะไปเหมือนกันได้ยังไง นี่มันรถบัสสมัยสงครามอย่างที่บอก แต่เอ มันก็เหมือนรถไฟเข้าไปทุกทีแล้วล่ะ เพราะเมื่อห้านาทีที่แล้ว เครื่องด้านหน้าพึ่งระเบิดเสียงดังตูม พร้อมๆกับปล่อยควันสีขาวออกมาท่วมรถ กระจกก็เปิดไม่ค่อยจะได้ เพราะช่วงนี้ที่เขมรเขาอยู่ในช่วงปีใหม่ ก็สงกรานต์เหมือนบ้านเรานั่นแหละ เลยต้องระวัง เพราะที่นี่ไม่ใช่สงกรานต์อย่างเดียว แต่ราวกับว่ามันเป็นสงคราม ถุงพลาสติกขนาดพอเหมาะ บรรจุน้ำพอประมาณ เขวี้ยงจู่โจมกันและกันอยู่สองข้างถนน บางครั้งก็ใช้รถทำสงครามเหมือนบ้านเราไม่มีผิดอากาศเดือนเมษาก็ไม่ได้ปราณีคนในรถบ้างเลย
    รถชราของเราต้องจอดตรวจสภาพชั่วคราว อย่างที่บอกอาการไป
     
    ระหว่างทางจากด่านคลองลึกถึงเสียมเรียบนั้นราวกับเราเดินทางในห้วงอวากาศ แล้วใช้รถตลุยท่องเที่ยวบนดววงจันทร์ หลุมบ่อมากมายไม่หาศาล แบบไม่ต้องหลบเพราะหลบไม่พ้น อาการสั่นสะเทือนนั้นเริ่มตั้งแต่ช่วงล่างของรถ ผ่านมายังเพลา เข้าสู่ตัวรถ และแน่นอนตัวเราก็ไม่พ้น เครื่องในที่เรียงระเบียบมาอย่างดี ตอนนี้ไม่แน่ใจแล้วว่ามันจะยังอยุ่ที่ตำแหน่งเดิม แต่กระนั้นเส้นทางนี้ก็สวยเหมือนเรามองพระจันทร์นั่นแหละ เพราะทุ่งนาระหว่างทาง บ้านเรือน ผู้คน ดูสดชื่น ชะอุ่ม แม้ในบามแล้งต้นไม้ต้นไร่ยังคงเขียว ท้องนาทอดยาวออกไปสุดสายตา สวยงามและอุดมสมบูรณ์ ใครไม่ได้มาเห็น ก็อาจจะนึกภาพเองไปต่างๆนานา นึกไปทั้งๆที่ไม่ได้เห็นมัน ช่วงเทศกาลอย่างนี้ผู้คนรอบข้างรายทางดูคึกคักและมีความสุข รถเข้าสู่ศรีโสพณเมื่อเวลาตะวันโรยตัวลงเกือบหมดดวง กระนั้นผมก็พยายามที่จะมองมันให้ถ้วนถี่ เพราะเมืองนี้แต่เดิมนั้นเคยอยู่ในรั้วรอบเดียวกับประเทศของเรา น่าจะมีบางอย่างที่ส่งทอดกันอยู่ อย่างน้อยๆน่าจะมีผู้คนดั้งเดิมของเราหลงเหลืออยู่ที่นั่นบ้าง คิดเอาเองในใจว่าจะกลับมาอีกครั้ง มาที่นี่ อยากมาดูว่ามันเป็นอย่างที่คิดมั้ย แล้วจะเลยไปให้ถึงพระตะบองโน่นเลยทีเดียว
     
    รถยังคงแล่นฝ่าความมืดมิดของราตรี อาหารการกินที่เว้นช่วงไปนาน ทำให้ร่างกายเริ่มส่งเสียงตอบสนอง อากาศเริ่มเย็นลงอย่างไม่น่าเชื่อว่าช่วสามสี่ชั่วโมงที่ผ่านมาจะร้อนอย่างร้ายกาจ รถค่อยๆคลานขึ้นลงหลุม ยิ่มืดเท่าไหร่ ภาพผิมดวงจันทร์ก็เคลื่อนผ่านมาในความคิด เพราะฟ้าเวลานี้เต็มไปด้วยดาว คงเพราะแสงไฟจากที่อื่นๆมีน้อยจนแทบไม่มี นภายามนี้จึงเกลื่อนไปด้วยดารา ทันใดรถก็ค่อยคลานเข้าสู่อาคารที่พักระหว่างทาง ข้าวปลาที่เหลือมาสู่พวกเรานั้นน้อยกว่า เพราะรถคันใหญ่ได้มาแวะก่อนหน้านั้นแล้ว cambodia firerice หรือข้าวผัดเขมร เป็นชื่อที่น่ารักเป็นพื้นถิ่น และน่ากินที่สุดเท่าที่อ่านเจอ มันจึงเป็นอาหารที่ยอดนิยมพอสมควร กับนักเดินทางผู้แสวงหาความเป็นถิ่นที่จริงๆ แล้วมันก็น่ารักจริงๆ ข้าว ผัดใส่ไข่ ไม่มีเนื้อสักชิ้น มีคะน้าแต้มเขียวลงบนข้าวเหลือนวล น่ารักน่าชังอะไรอย่างนี้ น่ารักพอๆกับเด็กเสิร์ฟที่ยิ้มแป้นเมื่อเห็นใบหน้าเราเมื่อเจออาหาร ตกลงว่าข้าวผัดเขมรยังไงก็ช่วยให้วันนั้นผ่านพ้นไปได้ก็แล้วกัน
     
    ระหว่างเดินทางต่อจากที่พักรถ ผู้คนในรถต่างพากันหลับไหล ไม่น่าเชื่อว่าจะหลับกันได้ แต่มองจากเบาะนั่งแถวหลังก็สนุกดี นึกถึงตุ๊กตาหัวสปริงที่ติดรถ คอหัวสั่นคลอนแคลนไปตลอดทาง กว่าจะพาถึงเมืองเสียมเรียบก็เกือบจะสองยามเข้าไปแล้ว แต่แสงสว่างจากแหล่งที่พักหรูๆในเมืองเสียมเรียบ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับรายทางที่ผ่านมา แสงไฟเรืองรองชอนไชสายตา รถจอดวนพาดูโรงแรมต่างๆ มีบ้างบางคนจองโรงแรมไว้แล้วล่วงหน้า ผู้คนทยอยลงเรื่อยๆ ผมและเพื่อนๆไปลงที่สุดสายปลายทาง เป็นอีกฝั่งฟากของแม่น้ำเสียมเรียบ เกสต์เฮาส์ของเราคืนนี้แทรกตัวอยู่ในหมู่บ้านคนเสียมเรียบ ข้างๆกันมีงานเลี้ยง บรรยากาศเป็นกันเอง ทันทีที่หัวสัมผัสหมอนนุ่ม เปลือกตาก็ปิดลงทันที ทิ้งให้เสียงเพลงเขมรจากงานเล้ยงอยู่กับราตรีต่อไปอย่างไม่ไยดี... 
    April 16

    เรื่องเก่า เมื่อสงกรานต์

    เสียงน้ำตกกระทบพื้น เสียงหัวเราะ เพลงจากลำโพง กลิ่นแป้งและน้ำหอมน้ำอบ คละเคล้ากันเป็นส่วนผสมความความสนุกสนาน เทศกาลปีใหม่ไทย(มีหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกับเรา ที่มีเทศกาลอย่างเดียวกันนี้ แต่เอาเป็นว่าจำเพาะว่าเป็นงานในบ้านเราก็แล้วกัน) ฉันนั่งมองด้วยอารมณ์คึกคักแต่ไม่อยากเล่น มาปีนี้แค่มองก็สนุก คงเป็นเพราะอายุที่มากขึ้นด้วยกระมัง แต่กระนั้นก็อดที่จะลุกขึ้นมาเล่นสักขันสองขันไม่ได้ ฉันมองไปรอบๆตัวความคึกคักช่างรุนแรงขึ้นทุกวัน เสียงเพลงกระหึ่ม ผู้คนโยกย้ายส่ายเอว หวลกลับนึกถึงเมื่ออายุยังเยาว์กว่านี้ สนุกสนานและรื่นเริง ชุมฉ่ำและชุ่มชื่น แก้มสาวขาวนวลด้วยแป้ง...
     
    เพื่อนเก่าหลายๆคนยังกลับมาบ้านทุกครั้งอย่างเคย แต่ละปีเราต่างมีสมาชิกที่เหลือมาเจอกันน้อยลง หลายคนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปสู่ทิศทางอื่น คืนนั้นฉันและเพื่อนยังได้นั่งคุยกัน เรื่องราวสมัยเด็กผุดพรายพราพร่างแม้ว่าบางอย่างจะพร่าเลือนแต่ก็มีเสียงคนอื่นชาวยย้ำเตือนความจำอยู่เสมอ เราคุยกันตั้งแต่เราเจอกันชั้นอนุบาล เพื่อนบางคนยังจำมันได้ดี แม้กระทั่งชื่อของเพื่อนหลายๆคนที่ไม่ได้เจอหน้ากันเกือบสิบปีก็ตาม อาคารเก่าของโรงเรียนที่เราต่างนึกถึง ทั้งอาคารเตี้ยชั้นเดียวยกพื้นที่เรามุดเข้าไปหาแมลงช้างมาไชดินแข่งกัน หรืออาคารเรียนชั้น ป.4 ที่ทุบทิ้งไปแล้ว ความมืดครึ้มของห้องพิพิธภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยซากสัตว์สตาฟ เงินเก่า และรูปโบร่ำโรณอบร่ำไปด้วยกลิ่นของนำยาดองสัตว์ น่ากลัวแต่ตื่นเต้น ทุกคนยังจำได้พ้องกันถึงสิ่งต่างๆในห้องนั้น สระน้ำหลังโรงเรียนที่เด็กอย่าพวกเรามักขลุกอยู่กับมันในวันว่าง บ้านของลุงเสาภารโรงใจดีคนนั้นที่เรามักหยิบยืมคันเบ็ด(โดยไม่บอกกล่าว)ของแกเป็นประจำ เพื่อนีท่เป็นเด็ดคุ้ม เด็กทุ่ง สอนเด็กตลาดตกปลา พายเรือ ปลิงในสระน้ำนั้นก็มากเหลือ เราต่างเป็นเหยื่อของมันด้วยความตื่นเต้นและสนุกสนาน บางช่วงที่ปลากัดเป็นของเล่นชิ้นใหม่ เราต่างก็ปั่นจักรยานไปตามบึงน้ำต่างๆเพื่อเสาะหามัน อวดกันบ้าง เอามากัดกันบ้าง บางครั้งปลากัดแพ้แต่คนไม่แพ้ก็เกิดเรื่องขึ้นเสมอๆ กับบางคนการปีนเข้าไปโขมยน้ำหวานของแม่ค้าในโรงอาหารเป็นวามเร้าใจ ไม่ใช่มีนิสัยขี้ลักขี้โขมย แต่ด้วยคาวมทะโมน คราวนั้นเพื่อนก็จดจำกันไปอีกนาน กับการตีประจานหน้าเสาธง ทว่ามันก็เป็นความภูมิใจเล็กๆที่เมื่อเจอหน้ากันก็เล่ายืดยาวไม่รู้จบ
     
    เรายังจำคุณครูของเราได้กันทุกคน ก็จะอะไรเสียอีก ก็คุณครูผู้มีพระคุณทุกท่านมือหนักแอยากให้เราได้ดี ฉันนึกถึงในสมัยปัจจุบันที่ครูเอก็ไม่มีสิทธิ์กระทบถูกนักเรียนมากนัก ผู้ปกครองเองก็พลอยเป็นไปกับเขาด้วย ยังจำได้เมื่อแม่พาไปฝากครูแม่บอกว่าให้ตีและสอนเราอย่างที่ครูเห็นควร ตอนนั้นยังนึกน้อยใจว่าแม่ตีเองไม่พอ ยังบอกครูมาช่วยตีเราอีก ครูกับเด็กจึงเป็นผู้ปกครอง เป็นพ่อแม่คนที่สองของพวกเรา ฉันยังไม่เคยเห็นครูของฉันแสดงอารมณ์อยากจะตีแม้ไม่มีความผิดเช่นที่ได้ยินตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ บ้านของคุณครูบางคนอยู่ในเขตโรงเรียน เรามักไปขลุกอยู่นั่นในบางวัน ทำมะยมเชื่อม มะม่วงดองกินกัน โดยมีครูเป็นแม่ครัวใหญ่ และพวกเราเป็นลูกมือ ทะโมนเมื่อไหร่ก็โดนเอ็ดเอาบ้าง แต่กระนั้นก็ยังไปหาครูมิได้ขาด ครูบางคนสอนมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ จึงไม่แปลกถ้าฐานะระหว่างครูกับศิษย์จะไม่ต่างจากคนในครอบครัว ฉันว่าจริงอยู่ที่ครูอาจจะรักพวกเราไม่เท่าลูกของครูเอง แต่ก็คงน้อยไปกว่ากันไม่มาก ครูของฉันเมื่อ ป.1ยังจำชื่อจริงของชั้นและเพื่อนๆ ได้แม่นยำ แม้ว่าครูจะอายุเจ็ดสิบแปดแล้วก็ตาม แถมจำไปได้ถึงรุ่นน้องๆของชั้นอีกต่างหาก ฉันจำได้ทุกวันตอนเย็นก่อนเลิกเรียนเราต้องคัดไทย และแปลเขียนก่อนกลับบ้าน แปลเขียนไม่แน่ใจว่ายังมีอยู่อีกมั้ย ครูจะหาคำศัพท์ภาษาไทยมาให้พวกเรา เมื่อท่านบอกมา เราก็ต้องเขียนให้ถูก ถูกไม่มีรางวัลและถ้าผิดล่ะก็มีให้แน่ๆ บางครั้งยังเคยนึกว่าเรากลัวครูหรือกลัวนิ้วของครูกันแน่ นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ที่บิดเนื้อจนเราเต้นเรายามเราทำความผิด จะว่าได้ดีเพราะครูกับสองนิ้วนั้นก็ไม่ผิดนัก...
     
    วัยเยาว์เราเริ่มสนุกมากขึ้นตามลำดับ ประถมปลายเราเริ่มขยับออกไปไกลบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ แม่นำชีเป็นแหล่งส่องสุมเด็กหลายๆบ้านในยามหน้าแล้ง เรามักแอบหนีไปเล่นอยู่เสมอ บ้างก็เล่นน้ำ หรือปั้นหมากกะเบาที่เอาดินมาปั้นเป็นลูกกลมๆแล้วก่อทรายขึ้นเป็นฐานเหมือนไสเดอร์ แล้วปล่อยดินลงมาชนกันหากใครแตกก่อนก็แพ้ การเล่นแบบนี้เป็นศาสตร์และศิลป์ขั้นสู.สำหรับพวกเรา เราจะวิธีที่ทำอย่างไรก็ได้ให้ดินแก่(แข็ง)บางคนปั้นโปะหนาหลายชั้น เลยเถิดไปจนถึงการคิดสูตรผสมขี้เถ้า บางคนขี้โกงก็ปั้นลูกปูนหุ้มอยู่ข้างใน บางทีเราเอาดินร่วนปนเหนียวมาทำ แช่ไว้ในโอ่งน้ำ แช่แล้วตากหลายรอบ ดินก็แข็งของมันเอง สนุกสนานไปตาอัตภาพ แต่กระนั้นไปเล่นน้ำอย่าให้ที่บ้านรู้เข้าเชียว เป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวล่ะ เพราะมีเด็กจมน้ำตายบ่อยๆ พ่อแม่แต่ละคนจึงมีบทลงโทษรอไว้ถ้ารู้เข้าว่าเราหนีไปเล่นน้ำมา คืนค่ำในฤดูหนาวบ้านใครติดท้องนาจะได้ยินเสียงว่าวดุ๊ยดุ่ยฮัมเพลงมายามที่ลมหนาวล่องลงมา คืนนั้นฟังจนเพลินถึงหลับไปไม่รู้ตัว
     
    รายการทีวีสมัยเด็ก เพื่อหลายคนที่จำได้เล่าอย่างออกรส สางเขียว หนังผีที่น่ากลัวที่สุดในโลกเมื่ออายุไม่เกินแปดขวบ แค่ฟังเสียงก็นอนไม่หลับแล้ว การ์ตูนปั๊บปาตัวนิ่มที่เปลี่ยนร่างได้ หนังเรื่องหนุมานกับเจ็ดยอดมนุษย์ หรือเรื่องกิ้งก่ากายสิทธิ์ติดตรึงในความทรงจำ เดิมที่อำเภอของฉันมีโรงหนังอยู่โรงหนึ่ง โรงหนังที่นั่งเก้าอี้ไม้ มีพักดลมตัวใหญ่ๆพัดมาจากสองข้าง ห้องน้ำกลิ่นฉุน ตกเย็นกินข้าวทำการบ้านเสร็จ ถ้าวันนั้นมีหนังใหม่น่าดูเข้าฉาย พ่อแม่ลูกหลายๆบ้านก็อาบน้ำประแป้งบ้างเดิน บ้างขี่รถเครื่องมาดูหนัง เสียงโฆษกใจดีประจำโรงประกาศดังก้องไปทั้งอำเภอ ข้าวโพดคั่ว ปลาหมึกย่าง และโรตีส่งกลิ่นยั่วน้ำลายให้ได้กระจองงอแงกันเสมอ มีบ้างที่โรงเรียนพาไปดู อย่างเรื่องวัลลีเด็กสาวยอดกตัญญูดูไปน้ำตาไหลพรากๆๆ หรือบางครั้งไปดูหนังที่ถ่ายเกี่ยวกับพิธีแห่เรือ ได้เห็นเหมือนคนกรุงเทพ เห็นในหลวงทรงประทับอยุ่ในเรือที่สวยงาม
     
    ความบันเทิงยามค่ำอย่างนึงของพวกเรา เป็นความบันเทิงน่าตื่นเต้น การไล่ผีปอบ มันไม่น่ากลายเป็นความบันเทิงเริงรื่นสักเท่านั้น แต่ยามใดก็ตามที่มีเรื่องเหล่านี้ เพื่อนที่อยู่ใกล้สถานที่หรือได้ข่าวมาจะต้องนำมาบอกต่อ รวมถึงชักชวนกันไปเป็นขบวน วิ่งตามหลังพระหรือหมอผี สนุกเร้าใจ เช้ามามีเรื่องมาเล่ากันที่โรงเรียนโขมงโฉงเฉง
     
    ดึกดื่นค่อนคืนเรื่องเล่า บทสนทนาระหว่างฉันกับเพื่อนๆ เริ่มน้อยลง ทุกคนต่างนั่งนิ่งดูใบหน้าเอมอิ่มบอกไม่ถูก นึกถึงความหลังกันแล้วอายุแค่นี้ แต่ก็เถอะ ความหลังน่าสนุกขนาดนี้ใครลืมก็น่าเสียดาย เพื่อนคนหนึ่งโพล่งมาว่า เขาจะกลับมา กลับมาทุกปี อยู่ไกลก็ต้องกลับ เพราะที่นี่เป็นบ้าน ฉันเห็นด้วยถึงแม้ว่าฉันอาจจะกลับมาทุกปีไม่ได้ แต่อย่างไรเราก็ต้องกลับ รากของเราต่างอยู่ที่นี่ มันแผ่กระจายอยู่ใต้พื้นดินที่เราเติบโตมา กระทั่งเราอาจจะตายลงที่นี่ รากที่หนาแน่นกว้างไกล ไม่ว่าเราไปไกลแค่ไหน แต่ฉันมั่นใจว่าพวกเราล้วนจำทางกลับบ้านของเราได้เสมอ เพราะเราเอารากบางส่วนติดตัวไปด้วย... 
    April 13

    อาจจะมีสักวัน ที่ดอกไม้ดอกเดียวกันนั้นจะบาน

    ภาพข่าวการตายของผู้คนในดินแดนด้ามขวานยังคงปรากฎอยู่เช่นทุกวัน โรงเรียนยังถูกไฟไหม้แบบหาตัวคนทำไม่ได้อยู่ทุกที  นี่วันที่เท่าไหร่แล้วนะที่เรื่องราวอย่างนี้ยังคงเป็นเหมือนรูปประดับถาวรบนหน้าหนังสือพิมพ์ ความเปลี่ยนแปลงอย่างเดียวก็คงจะคือการเคลื่อนย้ายตำแหน่งกรอบของภาพข่าว บนบ้าง ซ้ายขวา ว่ากันไป "ชิน" บางคนนึกในใจเมื่อสายตาได้มองภาพเหล่านั้น พร้อมกับกวาดตามองข่าวอื่นๆ ข่าวทุกวันนี้มีแต่เรื่องที่ทำให้เกิดความเคยชิน และชา ในร้านกาแฟเล็กๆ อากาศสลัวคงไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องราวอย่างนี้อีก จะพูดถึงหรือหวั่นไหวตามทำไมในเมื่อมันเกิดขึ้นจนเป็นเรื่องปกติ ชาชิน ไม่ต่างกับวันนี้ที่แยกเดิมรถยังคงติด รัฐบาลชุดใหม่ยังคงไม่ต่างอะไรจากชุดเดิมๆ ชาชิน หรือ ชินชา สองคำเมื่อกลับไปกลับมา ความหมายไม่ได้ต่างไปเท่าใดนัก แต่น่ากลัว หากวันหนึ่งการทำให้ใครก็ได้ตายเป็นเรื่องปกติ การจะทำอะไรเพื่อผลประโยชน์ตัวเองแต่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นเป็นเรื่องผิดแต่ไม่บาปอีกต่อไป แล้วจะเป็นยังไงเมื่อคนรอบรายข้างตัวเห็นเลือดแล้วยังคงยิ้มเหมือนกับเมื่อมองดอกไม้ เราจะอยู่กันอย่างไร
     
    ในทุกๆ วันเราต่างถูกทำให้เกิดความเคยชินในเรื่องที่ไม่น่าจะชินกับมันได้ ความเนือยนายกับเรื่องราวต่างๆ ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นล้วนแต่ไม่สร้างคำถามความเห็น หรือเปลี่ยนเป็นเรื่องราวใหม่ๆ โทรทัศน์ หนังสือ สื่อต่างๆ ล้วนบอกออกมาว่ามันธรรมดา ถึงแม้ว่าบางสื่ออาจจะไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นก็ตาม ความคิดเห็นต่อเรื่องราวที่ถูกต้องยังคงมีอยู่แต่ค่อยถูกกลืนหายไปในมี่สุด ณ วันนี้ข่าวบันเทิงล้วนแล้วแต่น่าสนใจมีความเคลื่อนไหว วูบวาบไปกับเรื่องราวของชีวิตผู้อื่น เช่นกันไม่ว่าจะนอกหรือในจอเราต่างมองเห็นชีวิตนักแสดงต่างๆ เป็นนักแสดงที่อยู่ในละครหรือหนัง ทั้งๆ ที่พวกเขาเองก็ยึดมันเป็นอาชีพ และมีเวลาอื่นๆ นอกเหนือจากชีวิตที่ถูกกำกับและขีดเขียนให้เป็นไป เราต่างมองภาพเหล่านั้นเป็นภาพเสมือน เป็นโลกจำลอง นึกถึงเรื่อง ทรูแมนโชว์ ที่แสดงโดย จิม แครี่ แม้ว่าสุดท้ายเราอยากจะลุ้นและช่วยให้เขาออกจากโลกเสมือน แต่กระนั้นเราเองต่างหากล่ะที่สร้างโลกใบนั้นให้กับเขา แม้กระทั่งสร้างมันให้กับตัวเองใบหนึ่งด้วยเช่นกัน ทุกๆ วันเราต่างติดหลงอยู่ในโลกของมายาภาพอยู่ตลอดเวลา ทุกๆ อย่างรอบตัว ทุกเรื่องราว คล้ายกับละครที่โดนกำหนดโดยบทอยู่เสมอ จะต่างอยู่บ้างก็แค่บทนั้นจะทำให้ละครหรือหนังจริงเรื่องนั้นเป็นอย่างไร โศกเศร้า รันทด สลดแสลง หรือสุขล้น ไปจนถึงเฮฮาไปกับมัน มีบางเรื่องคล้ายหนังแนว หนังอาร์ตเพราะจู่มันก็เงียบหายไปดื้อๆ คล้ายกับว่ามีฉากจบไม่เป็นไปอย่างขนบทั่วไป เราต่างอินหรือพยายามเข้าถึงมันแต่ไม่คิดกับมัน มีช่วงหนึ่งที่สังคมคลอนแคลนในเรื่องของการบริหารบ้านเมือง ความแตกแยกของคนไม่กี่คนกลับสร้างความแตกแยกกระเส็นสยออกไปจนลงไปในระดับครอบครัว ใครเชียร์ใครมีความเห็นอย่างไรเป็นเรื่องที่พูดเมื่อไหร่ก็มีปากเสียงกัน จากเคยดูเขาจนคล้ายดูหนัง ตัวเองก็กลับเข้ามาเป็นดาราเสียเอง แรงเหวี่ยงของกระแสต่างๆ กลับทำให้เราหลงลืมไปกระมังว่า สิ่งเหล่านี้มิใช่สิ่งที่ควรเคยชิน หากจะไม่รับรู้นั้นก็ไม่ผิดบาป แต่หากจะรับมันก็ควรอยู่ในขอบข่ายของการพิจารณามันด้วยปัญญามากกว่าที่จะอยากกำกับแสดงเองอยู่ร่ำไป
     
    ดอกกุหลาบข้างบ้านบานออกมาแล้ว สีแดง ชมพูระเรื่อ นั้นก่อให้เกิดความงามตามธรรมชาติ แต่บ้างบางคนก็ไม่ได้ชอบมันเท่าไหร่ วันนึงมันเฉาดอกอื่นกลับผลิบานทเทน คนคนหนึ่งนั่งเสียดายในความงาม แต่อีกคนกลับดีใจที่ดอกไม้ในดวงใจกำลังจะชูช่อ หากจะเลือกดอกไม้ที่คนทั้งโลกต่างชอบเหมือนกัน คงไม่มี แต่ความงามนั้นเป็นมาตรฐาน สิ่งที่งามนั้นรับรู้ได้ แม้จะไม่ได้ชอบมากมาย จะดีแค่ไหนหากทุกคนมองดอกไม้ในดวงใจของใครๆ ได้ อย่างน้อยขึ้นชื่อว่าดอกไม้ในใจก็คงไม่ขี้เหร่นัก มองลงไปเห็ฒนและให้บานไปพร้อมๆ กัน
     
    ฉันเหลวไหลมานาน และพล่ามอย่างไร้สาระ ราวกับว่าตัวเองเป็นอีกคนนึง ที่อยู่เหนือความรู้สึกทั้งปวง อาจจะถึงเวลาที่จะจบบทสนทนาที่ไม่ได้เรื่องราว และไม่ประติดประต่อ เพื่อกลับไปแสดงเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง