เสียงน้ำตกกระทบพื้น เสียงหัวเราะ เพลงจากลำโพง กลิ่นแป้งและน้ำหอมน้ำอบ คละเคล้ากันเป็นส่วนผสมความความสนุกสนาน เทศกาลปีใหม่ไทย(มีหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกับเรา ที่มีเทศกาลอย่างเดียวกันนี้ แต่เอาเป็นว่าจำเพาะว่าเป็นงานในบ้านเราก็แล้วกัน) ฉันนั่งมองด้วยอารมณ์คึกคักแต่ไม่อยากเล่น มาปีนี้แค่มองก็สนุก คงเป็นเพราะอายุที่มากขึ้นด้วยกระมัง แต่กระนั้นก็อดที่จะลุกขึ้นมาเล่นสักขันสองขันไม่ได้ ฉันมองไปรอบๆตัวความคึกคักช่างรุนแรงขึ้นทุกวัน เสียงเพลงกระหึ่ม ผู้คนโยกย้ายส่ายเอว หวลกลับนึกถึงเมื่ออายุยังเยาว์กว่านี้ สนุกสนานและรื่นเริง ชุมฉ่ำและชุ่มชื่น แก้มสาวขาวนวลด้วยแป้ง...
เพื่อนเก่าหลายๆคนยังกลับมาบ้านทุกครั้งอย่างเคย แต่ละปีเราต่างมีสมาชิกที่เหลือมาเจอกันน้อยลง หลายคนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปสู่ทิศทางอื่น คืนนั้นฉันและเพื่อนยังได้นั่งคุยกัน เรื่องราวสมัยเด็กผุดพรายพราพร่างแม้ว่าบางอย่างจะพร่าเลือนแต่ก็มีเสียงคนอื่นชาวยย้ำเตือนความจำอยู่เสมอ เราคุยกันตั้งแต่เราเจอกันชั้นอนุบาล เพื่อนบางคนยังจำมันได้ดี แม้กระทั่งชื่อของเพื่อนหลายๆคนที่ไม่ได้เจอหน้ากันเกือบสิบปีก็ตาม อาคารเก่าของโรงเรียนที่เราต่างนึกถึง ทั้งอาคารเตี้ยชั้นเดียวยกพื้นที่เรามุดเข้าไปหาแมลงช้างมาไชดินแข่งกัน หรืออาคารเรียนชั้น ป.4 ที่ทุบทิ้งไปแล้ว ความมืดครึ้มของห้องพิพิธภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยซากสัตว์สตาฟ เงินเก่า และรูปโบร่ำโรณอบร่ำไปด้วยกลิ่นของนำยาดองสัตว์ น่ากลัวแต่ตื่นเต้น ทุกคนยังจำได้พ้องกันถึงสิ่งต่างๆในห้องนั้น สระน้ำหลังโรงเรียนที่เด็กอย่าพวกเรามักขลุกอยู่กับมันในวันว่าง บ้านของลุงเสาภารโรงใจดีคนนั้นที่เรามักหยิบยืมคันเบ็ด(โดยไม่บอกกล่าว)ของแกเป็นประจำ เพื่อนีท่เป็นเด็ดคุ้ม เด็กทุ่ง สอนเด็กตลาดตกปลา พายเรือ ปลิงในสระน้ำนั้นก็มากเหลือ เราต่างเป็นเหยื่อของมันด้วยความตื่นเต้นและสนุกสนาน บางช่วงที่ปลากัดเป็นของเล่นชิ้นใหม่ เราต่างก็ปั่นจักรยานไปตามบึงน้ำต่างๆเพื่อเสาะหามัน อวดกันบ้าง เอามากัดกันบ้าง บางครั้งปลากัดแพ้แต่คนไม่แพ้ก็เกิดเรื่องขึ้นเสมอๆ กับบางคนการปีนเข้าไปโขมยน้ำหวานของแม่ค้าในโรงอาหารเป็นวามเร้าใจ ไม่ใช่มีนิสัยขี้ลักขี้โขมย แต่ด้วยคาวมทะโมน คราวนั้นเพื่อนก็จดจำกันไปอีกนาน กับการตีประจานหน้าเสาธง ทว่ามันก็เป็นความภูมิใจเล็กๆที่เมื่อเจอหน้ากันก็เล่ายืดยาวไม่รู้จบ
เรายังจำคุณครูของเราได้กันทุกคน ก็จะอะไรเสียอีก ก็คุณครูผู้มีพระคุณทุกท่านมือหนักแอยากให้เราได้ดี ฉันนึกถึงในสมัยปัจจุบันที่ครูเอก็ไม่มีสิทธิ์กระทบถูกนักเรียนมากนัก ผู้ปกครองเองก็พลอยเป็นไปกับเขาด้วย ยังจำได้เมื่อแม่พาไปฝากครูแม่บอกว่าให้ตีและสอนเราอย่างที่ครูเห็นควร ตอนนั้นยังนึกน้อยใจว่าแม่ตีเองไม่พอ ยังบอกครูมาช่วยตีเราอีก ครูกับเด็กจึงเป็นผู้ปกครอง เป็นพ่อแม่คนที่สองของพวกเรา ฉันยังไม่เคยเห็นครูของฉันแสดงอารมณ์อยากจะตีแม้ไม่มีความผิดเช่นที่ได้ยินตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ บ้านของคุณครูบางคนอยู่ในเขตโรงเรียน เรามักไปขลุกอยู่นั่นในบางวัน ทำมะยมเชื่อม มะม่วงดองกินกัน โดยมีครูเป็นแม่ครัวใหญ่ และพวกเราเป็นลูกมือ ทะโมนเมื่อไหร่ก็โดนเอ็ดเอาบ้าง แต่กระนั้นก็ยังไปหาครูมิได้ขาด ครูบางคนสอนมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ จึงไม่แปลกถ้าฐานะระหว่างครูกับศิษย์จะไม่ต่างจากคนในครอบครัว ฉันว่าจริงอยู่ที่ครูอาจจะรักพวกเราไม่เท่าลูกของครูเอง แต่ก็คงน้อยไปกว่ากันไม่มาก ครูของฉันเมื่อ ป.1ยังจำชื่อจริงของชั้นและเพื่อนๆ ได้แม่นยำ แม้ว่าครูจะอายุเจ็ดสิบแปดแล้วก็ตาม แถมจำไปได้ถึงรุ่นน้องๆของชั้นอีกต่างหาก ฉันจำได้ทุกวันตอนเย็นก่อนเลิกเรียนเราต้องคัดไทย และแปลเขียนก่อนกลับบ้าน แปลเขียนไม่แน่ใจว่ายังมีอยู่อีกมั้ย ครูจะหาคำศัพท์ภาษาไทยมาให้พวกเรา เมื่อท่านบอกมา เราก็ต้องเขียนให้ถูก ถูกไม่มีรางวัลและถ้าผิดล่ะก็มีให้แน่ๆ บางครั้งยังเคยนึกว่าเรากลัวครูหรือกลัวนิ้วของครูกันแน่ นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ที่บิดเนื้อจนเราเต้นเรายามเราทำความผิด จะว่าได้ดีเพราะครูกับสองนิ้วนั้นก็ไม่ผิดนัก...
วัยเยาว์เราเริ่มสนุกมากขึ้นตามลำดับ ประถมปลายเราเริ่มขยับออกไปไกลบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ แม่นำชีเป็นแหล่งส่องสุมเด็กหลายๆบ้านในยามหน้าแล้ง เรามักแอบหนีไปเล่นอยู่เสมอ บ้างก็เล่นน้ำ หรือปั้นหมากกะเบาที่เอาดินมาปั้นเป็นลูกกลมๆแล้วก่อทรายขึ้นเป็นฐานเหมือนไสเดอร์ แล้วปล่อยดินลงมาชนกันหากใครแตกก่อนก็แพ้ การเล่นแบบนี้เป็นศาสตร์และศิลป์ขั้นสู.สำหรับพวกเรา เราจะวิธีที่ทำอย่างไรก็ได้ให้ดินแก่(แข็ง)บางคนปั้นโปะหนาหลายชั้น เลยเถิดไปจนถึงการคิดสูตรผสมขี้เถ้า บางคนขี้โกงก็ปั้นลูกปูนหุ้มอยู่ข้างใน บางทีเราเอาดินร่วนปนเหนียวมาทำ แช่ไว้ในโอ่งน้ำ แช่แล้วตากหลายรอบ ดินก็แข็งของมันเอง สนุกสนานไปตาอัตภาพ แต่กระนั้นไปเล่นน้ำอย่าให้ที่บ้านรู้เข้าเชียว เป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวล่ะ เพราะมีเด็กจมน้ำตายบ่อยๆ พ่อแม่แต่ละคนจึงมีบทลงโทษรอไว้ถ้ารู้เข้าว่าเราหนีไปเล่นน้ำมา คืนค่ำในฤดูหนาวบ้านใครติดท้องนาจะได้ยินเสียงว่าวดุ๊ยดุ่ยฮัมเพลงมายามที่ลมหนาวล่องลงมา คืนนั้นฟังจนเพลินถึงหลับไปไม่รู้ตัว
รายการทีวีสมัยเด็ก เพื่อหลายคนที่จำได้เล่าอย่างออกรส สางเขียว หนังผีที่น่ากลัวที่สุดในโลกเมื่ออายุไม่เกินแปดขวบ แค่ฟังเสียงก็นอนไม่หลับแล้ว การ์ตูนปั๊บปาตัวนิ่มที่เปลี่ยนร่างได้ หนังเรื่องหนุมานกับเจ็ดยอดมนุษย์ หรือเรื่องกิ้งก่ากายสิทธิ์ติดตรึงในความทรงจำ เดิมที่อำเภอของฉันมีโรงหนังอยู่โรงหนึ่ง โรงหนังที่นั่งเก้าอี้ไม้ มีพักดลมตัวใหญ่ๆพัดมาจากสองข้าง ห้องน้ำกลิ่นฉุน ตกเย็นกินข้าวทำการบ้านเสร็จ ถ้าวันนั้นมีหนังใหม่น่าดูเข้าฉาย พ่อแม่ลูกหลายๆบ้านก็อาบน้ำประแป้งบ้างเดิน บ้างขี่รถเครื่องมาดูหนัง เสียงโฆษกใจดีประจำโรงประกาศดังก้องไปทั้งอำเภอ ข้าวโพดคั่ว ปลาหมึกย่าง และโรตีส่งกลิ่นยั่วน้ำลายให้ได้กระจองงอแงกันเสมอ มีบ้างที่โรงเรียนพาไปดู อย่างเรื่องวัลลีเด็กสาวยอดกตัญญูดูไปน้ำตาไหลพรากๆๆ หรือบางครั้งไปดูหนังที่ถ่ายเกี่ยวกับพิธีแห่เรือ ได้เห็นเหมือนคนกรุงเทพ เห็นในหลวงทรงประทับอยุ่ในเรือที่สวยงาม
ความบันเทิงยามค่ำอย่างนึงของพวกเรา เป็นความบันเทิงน่าตื่นเต้น การไล่ผีปอบ มันไม่น่ากลายเป็นความบันเทิงเริงรื่นสักเท่านั้น แต่ยามใดก็ตามที่มีเรื่องเหล่านี้ เพื่อนที่อยู่ใกล้สถานที่หรือได้ข่าวมาจะต้องนำมาบอกต่อ รวมถึงชักชวนกันไปเป็นขบวน วิ่งตามหลังพระหรือหมอผี สนุกเร้าใจ เช้ามามีเรื่องมาเล่ากันที่โรงเรียนโขมงโฉงเฉง
ดึกดื่นค่อนคืนเรื่องเล่า บทสนทนาระหว่างฉันกับเพื่อนๆ เริ่มน้อยลง ทุกคนต่างนั่งนิ่งดูใบหน้าเอมอิ่มบอกไม่ถูก นึกถึงความหลังกันแล้วอายุแค่นี้ แต่ก็เถอะ ความหลังน่าสนุกขนาดนี้ใครลืมก็น่าเสียดาย เพื่อนคนหนึ่งโพล่งมาว่า เขาจะกลับมา กลับมาทุกปี อยู่ไกลก็ต้องกลับ เพราะที่นี่เป็นบ้าน ฉันเห็นด้วยถึงแม้ว่าฉันอาจจะกลับมาทุกปีไม่ได้ แต่อย่างไรเราก็ต้องกลับ รากของเราต่างอยู่ที่นี่ มันแผ่กระจายอยู่ใต้พื้นดินที่เราเติบโตมา กระทั่งเราอาจจะตายลงที่นี่ รากที่หนาแน่นกว้างไกล ไม่ว่าเราไปไกลแค่ไหน แต่ฉันมั่นใจว่าพวกเราล้วนจำทางกลับบ้านของเราได้เสมอ เพราะเราเอารากบางส่วนติดตัวไปด้วย...