idh's profile0mnia vincit Amor : et n...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    June 11

    การหายไปของใครบางคน

     
     
    บนถนนหรทางที่ทอดยาวไกล มีทางแยก ทางเลี้ยวคดเคียวมากมาย ใครและใครปรากฎกายบนทางถนนเส้นนี้ บางทีร่วมทาง ทางคราเรากำลังเดินสวนกัน จุดหมายในชั่วเวลานั้นอยูที่เดียวกัน อีกไม่นานาทีเราต่างเดินหันหลังจากไป บางคนจากไปไม่แม้แต่จะได้หวนกลับมา ถึงแม้สัณฐานโลกนี้กลมตามทฤษฎีก็ตาม ทว่าเรายังเดินเป็นเส้นตรงอยู่เสมอ การจากลาบางครั้งช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ตรึงเครียด และในบางเวลากลับเพิ่มพูนความเครียดเค้น บนเส้นทางสายเดิมๆ บางครั้งคนเดิมๆ ก็หายไป และก็เช่นกันเราเองก็อาจจะหายไปในเส้นทางของคนอื่นๆ
     
    มีคำถามว่าถ้าเราเดินทางคนไปคนละทางบนโลกกลมใบนี้ เราจะกลับมาเจอกันหรือเดินสวนกัน ณ จุดใดจุดหนึ่งบนโลกใบนี้อีกหรือไม่ ในเมื่อในความกลมเกลี้ยงนั้้นมีเส้นทางยิบย่อยอีกมากมาย และใครก็ล้วนแต่เดินทางเพื่อหาที่ทางของตัวเอง ที่ทางที่จะหยุกพัก เมื่อคนหนึ่งยังเดินอยู่ อีกคนไถลลงข้างทางแล้วเราจะเจอะเจอกันอีกมั้ย
     
    จะเป็นอย่างไร ถ้าไม่ใช่เพียงร่างกายเราเท่านั้นที่เดินสวนทางกัน แม้กระทั่งหัวใจก็เป็นไปเช่นนั้นด้วย นั่นมิใช่จะยิ่งเพิ่มระยะทางระหว่างกันดอกหรือ ร่างสองร่างอยู่ห่างกันนับได้ห้าก้าวเดินของมนุษย์ที่สูง หนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตร ไม่ไกลเลยใช่มั้ยระยะในเชิงกายภาพ มองเห็นโดยไม่ต้องส่องกล้องทางไกล พูดกันในระดับความดังตำ่กว่าเจ็ดสิบเดซิเบล แต่นั่นไม่ได้ช่วยยืนยันว่าเราอยู่ใกล้กันจนเข้าใจ ในเมื่อระยะระหว่างห้าก้าวนั้นอาจจะถูกบังด้วยม่านบางเบา กระแสลมพัดแรงเหลือเกิน พัดแรงเสียจนพาเอาเสียงที่ส่งไปนั้นตกอยู่ที่อื่น
     
    นับจากวันที่ก้าวเดินได้เองนั้น จำนวนก้าวก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ระยะทางสะสมก็มากมายไปตามกัน เส้นทางที่ยำ่เดินนั้นก็ดูเหมือนจะเหลือที่ยังไม่ได้เดินลดน้อยลงทุกวัน แต่ผู้คนบนรายทางนั้นกลับหายไปทีละคนสองคน อาจจะมีบ้างที่แวะเวียนกลับมาพบเจอ แต่ก็มีคนที่หายไปกับกาลเวลาอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ใครและใครยังอยากจะเป็นคนในความทรงจำของคนอื่น ไม่แปลกหากเราอยากมีคนอื่นในความทรงจำบ้าง ถึงบางคนจะหายไปตามแรงเหวี่ยงของโลก แต่ขออย่าให้หายไปจากความทรงจำ...ก็น่าจะพอ  
    June 04

    มองขึ้นไปบนเฉลียง

     
    เฉลียง พื้นที่ส่วนหนึ่ง ไว้นั่งเล่นรับลม ดูดาว แอบร้องไห้ บางครั้งก็ไว้นั่งฟังเพลงจิบกาแฟ มีความหมายน่าจะไม่ห่างจากระเบียงในกรณีใช้งาน หรือชานบ้าน อือ แต่เฉลียงบางครั้งก็ร้องเพลง...
     
    ผลิดอกงาม แตกกิ่งใบ จับดวงใจแม้ใครบังเอิญได้เดินมองมา.......บอดก็เพียงสายตาเท่านั้น แต่จิตใจก็ยังผูกพันความงาม.......(ต้นชบากับคนตาบอด)
     
    ..............คนที่เขาไม่ไยดี ป่านนี้เขาคงหลับไหล จะคิดถึงให้ตายเขาก็ไม่รู้ สู้ทำใจให้ดี รักตัวเองบ้างสิ ก็วตัวเราเป็นคนหนึ่งคนเหมือนกัน....(ค่ำคืน)
     
    ........หิ่งห้อยนับร้อยนับพัน เปล่งแสงระยิบระยับกัน สว่างไสวไปทั้งต้นลำพู......ยายจึงยิ้มแล้วสอนตาม อยากเห็นความงามที่จริง อย่าขังความจริง ไม่เห็น อย่าขังความงาม(นิทานหิ่งห้อย)
     
    เที่ยวไปตามตะวัน บุกบั่นไปตามลมสนุกสุขสมหัวใจหงายคว่ำ...(เที่ยวละไม)
     
    ...เด็กหนีไม่ยอมเรียน โดเรียนเพราะเหตุใด ใครตอบได้ไหม เด็กทำเพราะใจเบ่ง แม่ให้ไปขายของ ครุสอนไม่ดีเอง เด็กรักเป็นนักเลง อื่นๆอีกมากย(อื่นๆ อีกมากมาย)
     
    ...สองมือแขนมี แต่ไม่มีกล้าม ทุกยามไกวเปลหากเธอง่วงนอน สองมือแขนวาง ต่างเป็นหมอนกอด ให้เธอได้ฝันดี เก็บอดออมทำงานไม่รั้งรอ พ่อก็ไม่รวยสักที กีฬาเล่นเป็นแต่ไม่ดี กล้ามฉันไม่ค่อยมี...(แค่มี)
     
    ...วันใดที่เธอมีเพื่อนรุมล้อมเธอ หรือเธอมีใคร เธอก็จะไม่เห็นฉันเลยคนดี...หากเธอสมหวังในวันหนึ่ง ให้รู้ว่าฉันยังแอบเห็นและชื่นชม หากธอท้อแท้ฉันยังอยู่ หากแม้ไม่เห็นฉัน จงโปรดรู้ว่าเธอใช่อยู่คนเดียว...(ยังมี)
     
    เข้าใจ ฉันเข้าใจทุกอย่าง เลิกบังเลิกอำพรางขอให้ฟังกันก่อน...คงมีเพียงแค่รักกัน แล้วรักนั้นมันเป็นสุขไหม คงเป็นเพียงเราเผลอไป ไม่ตั้งใจจะรักกัน ให้มัน...(เข้าใจ)
     
    ยังมีบทเพลงอื่นๆ อีกมากมาย ที่ออกมาจากเฉลียงแห่งนั้น เพลงที่อวลกลิ่นละไมของสายลมที่พัดผ่าน หอมดอกไม้เวลานั่งบนเฉลียง เพลงที่มองโลกด้วยทัศนคติที่ดี แม้จะยังมีอยู่เรื่อยๆ แต่สำหรับเฉลียงแล้ว ท่วงทีของทัศนคติมักเจอปนความสดใส มีกลิ่นอายของวันวาร และวัยเยาว์  
    June 03

    พื้นถิ่น

     
    สะพานไม้ชรา
    โก้งโค้งอยู่เหนือลำคลอง
    เงาสะท้อนเท่านั้นที่บอกว่าอายุเจ้ายังเยาว์
     
    ประตูสังกะสีคร่อมคาบสะพาน
    ยามลมพัดผ่านเสียงบาดหู
    แต่เจ้าคือยามด่านแรกก่อนถึงเรือน
     
    เหมือนขนบ..เหมือนความอุ่นใจ
    ประตูนั้นมิได้กั้นใคร
    เพียงบอกใบ้อาณาเขต
     
    ผ่านถิ่นของเจ้าตูบ
    แวะลูบหัวลูบหาง
    บางครั้งเราก็คุยกันรู้ความ
     
    โน่นแน่ะแผงค้ำ
    ง้ำออกมาเมื่อเปิด
    รออีกหน่อยเถิดจะซ่อมแซม
     
    แผงค้ำ..ค้ำทั้งแผง
    เป็นทั้งกำแพง
    และหน้าต่าง
     
    ค้อมคาราวะตรงชายคาครอบ
    ฝาไหลคลุมครอบตัวเรือนไว้
    หัวใจเจ้าอยู่ข้างใน
     
    พ้นชานไปเป็นโถง
    สารพันเชือกโยงร้อย
    มุ้งหลายหลังยังคอยใช้งาน
     
    ผ่านเสาขวัญนึกถึงแม่
    แลเห็นเสาเอก
    รูปพ่อก็ลอยเด่น
     
    นั่นขนุนสุก
    ปลูกไว้มานมนาน
    ชื่อเจ้าหมาน..ชื่อเจ้าดี
     
    จำปานั่นพ่อปลูก
    ราตรีแม่เอาลงดิน
    วันนี้ยังอวดกลิ่นใครผ่านไปมา
     
    หลังคามุงแป้นเห็นรอยแยก
    มันแตกเมื่อฝนที่ผ่านมา
    ฝนน่าน่าจะมุงกระเบื้องว่าว
     
    เดินปลายตรงลงปลายตีน
    ดิ่งไปหิ้งพระ
    กราบเสียก่อนจะกราย
     
    นึกได้ยังไม่ไหว้ปู่ย่า
    เดินลงบันไดชานล้าง
    กราบลงหน้าศาลใต้ต้นกร่าง
     
    แม่พ่อคงอยู่ไร่
    ถัดเข้าไปจากริมตลิ่ง
    ยินเสียงจอบกระทบหินดังกิ๋งๆ
     
    กลับขึ้นเรือนอีกครั้ง
    ใส่ฟืนลงในอั้งโล่
    เอาหม้อขึ้นหุงข้าวรอกับจากสวน
     
    เย็นย่ำผีตากผ้า
    ครอบครัวพร้อมหน้าพี่น้อง
    ล้อมวงบนพื้นกระดานเสียงช้อนกระทบจานเป็นเพลงชีวิต
     

    มากเกินไป

     
     
    จันทร์กระจ่างฟ้า
    ดาราไม่เยี่ยมกราย
    แสงจันทร์คงสว่างไป...จันทร์จึ่งเหงา
     
    ฟ้าสายัณก็สวยไป
    บาดหัวจิตสะกิดหัวใจ
    ลืมใส่ใจสิ่งรอบกาย
     
    ดอกนั้นสวยก็สวยเกิน
    มองเพลิน
    ลืมเห็น ราก ลำต้น และใบ
     
    รสชาดล้ำละไม
    ลืมไป
    ยังมีผักและเครื่องเคียง
     
    หอมเอย
    กายเจ้ากรุ่นกลิ่น
    จนลืมสิ้นกลิ่นดอกไม้ที่ลมหอบมา
     
    รักเอย
    รักเจ้ามากเกินไป
    จนลืมใส่ใจตัวเอง....
     
     
     
     
    June 02

    กลอนเปล่า...เปล่า

     
     
     
    เชือกรองเท้า
    ผูกเป็นหูกระต่าย
    ก้าวย่างออกไปเบื้องนอก
     
    ประตูเรือนถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง
    มองไม่เห็นข้างหน้า
    ข้างหลังเองก็ดูเหมือนภาพจะเลือนลางไปแล้ว
     
    ไม่ว่าก้าวเท้าไหน
    ซ้ายหรือขวา
    ล้วนเป็นการเคลื่อนที่
     
    หนทางบ้างตรงบ้างคดเคี้ยว
    แปลกแปร่งกับหนทาง
    และผู้คน
     
    ดวงตะวันพบพานในยามเช้า
    กลางคืนจัทร์ดาราลอยเด่น
    เิ้วิ้งฟ้าดูไม่ใกล้แต่ก็ไม่ไกล
     
    ลำเนาป่าขานขับสำเนียง
    ก้อนหินในลำธารจำนรร
    เสียงตอบของหรีดหริ่งเรไร
     
    น้ำค้างพรมพร่าง
    ยอดหญ้าปลิวไสว
    ใจลอยไปตามเกสรดอกไม้ปลิดปลิว
     
    คอนกรีตกระด้าง
    ตึกบรรจุผู้คน
    ลมสงัดทว่าดูสับสนในที
     
    ปะผู้คนหลากหน้า
    หยุดเจรจา
    ทุกคนหันหน้าไปคนละทาง
     
    บางหนพานพบคนถูกใจ
    สนทนา...และสนทนา
    จนรุ่งสาง
     
    พานพบไม่ผูกพัน
    วจีล้ำ
    ของใครกัน
     
    บ่ายหน้าไปหาน้ำ
    ท่าเรือ แผงค้ำ ขบวนขันหมาก
    นั่งท่าน้ำเหม่อมองเดียวดาย
     
    สู่ทะเลกว้าง
    ห้วงมหรรนพ
    พบตัวเองลอยคว้าง
     
    เดิน...เดิน...และเดิน
    หมุนวนเป็นวงรอบ
    ทางกลับอยู่แห่งใด
     
    เรือกสวน ไร่นา จากมา
    เถียงนาคงรอใคร
    คลองหลังบ้านยังไถ่ถาม
     
    คนกลับไปแล้ว
    ใจยังไม่กลับ
    ยังคงอยู่ไกล...แสนไกล