เฉลียง พื้นที่ส่วนหนึ่ง ไว้นั่งเล่นรับลม ดูดาว แอบร้องไห้ บางครั้งก็ไว้นั่งฟังเพลงจิบกาแฟ มีความหมายน่าจะไม่ห่างจากระเบียงในกรณีใช้งาน หรือชานบ้าน อือ แต่เฉลียงบางครั้งก็ร้องเพลง...
ผลิดอกงาม แตกกิ่งใบ จับดวงใจแม้ใครบังเอิญได้เดินมองมา.......บอดก็เพียงสายตาเท่านั้น แต่จิตใจก็ยังผูกพันความงาม.......(ต้นชบากับคนตาบอด)
..............คนที่เขาไม่ไยดี ป่านนี้เขาคงหลับไหล จะคิดถึงให้ตายเขาก็ไม่รู้ สู้ทำใจให้ดี รักตัวเองบ้างสิ ก็วตัวเราเป็นคนหนึ่งคนเหมือนกัน....(ค่ำคืน)
........หิ่งห้อยนับร้อยนับพัน เปล่งแสงระยิบระยับกัน สว่างไสวไปทั้งต้นลำพู......ยายจึงยิ้มแล้วสอนตาม อยากเห็นความงามที่จริง อย่าขังความจริง ไม่เห็น อย่าขังความงาม(นิทานหิ่งห้อย)
เที่ยวไปตามตะวัน บุกบั่นไปตามลมสนุกสุขสมหัวใจหงายคว่ำ...(เที่ยวละไม)
...เด็กหนีไม่ยอมเรียน โดเรียนเพราะเหตุใด ใครตอบได้ไหม เด็กทำเพราะใจเบ่ง แม่ให้ไปขายของ ครุสอนไม่ดีเอง เด็กรักเป็นนักเลง อื่นๆอีกมากย(อื่นๆ อีกมากมาย)
...สองมือแขนมี แต่ไม่มีกล้าม ทุกยามไกวเปลหากเธอง่วงนอน สองมือแขนวาง ต่างเป็นหมอนกอด ให้เธอได้ฝันดี เก็บอดออมทำงานไม่รั้งรอ พ่อก็ไม่รวยสักที กีฬาเล่นเป็นแต่ไม่ดี กล้ามฉันไม่ค่อยมี...(แค่มี)
...วันใดที่เธอมีเพื่อนรุมล้อมเธอ หรือเธอมีใคร เธอก็จะไม่เห็นฉันเลยคนดี...หากเธอสมหวังในวันหนึ่ง ให้รู้ว่าฉันยังแอบเห็นและชื่นชม หากธอท้อแท้ฉันยังอยู่ หากแม้ไม่เห็นฉัน จงโปรดรู้ว่าเธอใช่อยู่คนเดียว...(ยังมี)
เข้าใจ ฉันเข้าใจทุกอย่าง เลิกบังเลิกอำพรางขอให้ฟังกันก่อน...คงมีเพียงแค่รักกัน แล้วรักนั้นมันเป็นสุขไหม คงเป็นเพียงเราเผลอไป ไม่ตั้งใจจะรักกัน ให้มัน...(เข้าใจ)
ยังมีบทเพลงอื่นๆ อีกมากมาย ที่ออกมาจากเฉลียงแห่งนั้น เพลงที่อวลกลิ่นละไมของสายลมที่พัดผ่าน หอมดอกไม้เวลานั่งบนเฉลียง เพลงที่มองโลกด้วยทัศนคติที่ดี แม้จะยังมีอยู่เรื่อยๆ แต่สำหรับเฉลียงแล้ว ท่วงทีของทัศนคติมักเจอปนความสดใส มีกลิ่นอายของวันวาร และวัยเยาว์