idh's profile0mnia vincit Amor : et n...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    July 26

    ไกลตา ไกลใจ

    ใกล้ ใกล้ไป เจ้ามองไม่เห็น
    ไกล ไกลออกไป ไม่ชัดเจน
    ใกล้สายตาแต่ไกลหัวใจ นั่นจึงเป็น
    เรื่องของเรื่อง ที่มาของน้ำตา 

    หนีร้อน หรือ หนีรัก

    มีคนบอกว่า "คนที่มาทะเล ไม่หนีร้อน ก็หนีรัก" ผมพบตัวเองนั่งอยู่บนหาดทรายละเอียด ระยิบแดดในช่วงเวลาโพล้เพล้ต้องตกลงน้ำทะเลทำให้คิดถึงคำที่กล่าวถึงข้างต้น หนีร้อน หรือหนีรัก พงันยังคงสงบงามในยามนั้น ฤดูมรสุมทำให้นักท่องเที่ยวส่วนมากหลบเลี่ยงจากอาการเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายของท้องทะเล ซึ่งความจริงทะเลก็ไม่เคยให้ความแน่นอนแก่ใครสักครั้ง ครั้งนี้ก็เหมือนกัน เมฆฝนตั้งเค้ามาแต่ไกล การเคลื่อนที่ด้วยแรงลมกี่นอตก็ไม่ทราบ แต่จากสายตารับรู้ว่ามันจะพาฝนมาในไม่ช้า แล้วก็จริงและเร็วกว่ากำหนดอย่างมากมาย สายฝนเริ่มโปรยปรายละอองลงมาแล้ว ผมยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ทว่าอนุภาคทรายรอบก้นเริ่มกร่อนหายไปเพราะหยาดน้ำฟ้าเหล่านั้น ดีจริง แม่เสียดายแสงพราพร่างสะท้อนน้ำอยู่ก็ตม แต่ฝนก็ทำให้ผมร้องไห้โดยมีข้ออ้างกับตัวเอง...
     
    หลังเดินออกจากโรงภาพยนตร์ชั้นสองประเภทฉายควบสองเรื่อง ระบบหมุนวนไม่มีจบ วันนั้นผมได้ดูหนังท้ายเรื่องภาพยนตร์สยองขวัญจากนิยายขายดีที่ฝรั่งเขียน เพียงฉากใกล้จบไม่กี่ฉากก็สร้างความสยองพองเกล้าให้มากมาย เรื่องต่อมาผ่อนคลายลงบ้าง "เพื่อนสนิท" คือหนังเรื่องนั้น ผมดูทั้งน้ำตา เพระผมเพิ่งทำหน้าที่เหมือนในหนังมาเมื่อไม่นานนาทีก่อนเข้าโรง มันน่าจะดีถ้าชีวิตจริงไม่เหมือนหนังมากจนเกินไป เพื่อนสาวของผมเพิ่งเดินหายไปกับคนรักของหล่อน ก่อนที่ผมจะแยกออกมา หนังเรื่องนี้ผมดูทั้งน้ำตา เหมือนกันทุกอย่างกับชีวิตจริง ยกเว้นว่าพระเอกหนังหน้าตาดีกว่าผม ซึ่งมันก็แน่นอน เพราะไม่อย่างนั้นคงจะไม่มีใครดู หนังดำเนินไปเรื่อยจนถึงตอนจบของเรื่อง พระเอกมีทางอื่นที่จะไป แต่ตัวผมยังไม่มี พอหนังจบผมไม่กล้านั่งดูต่อ ถึงแม้ว่าอยากจะได้ความคุ้มค่ากับหนังอีกเรื่องก็ตามแต่มันดันเป็นหนังสยองขวัญไปซะนี่ ผมเดินออกจากโรงด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ นึกถึงทะเลขึ้นมาตะหงิดๆ อยากไปทะเล ผมเอ่ยในใจ
     
    รถไฟชั้นสามสายใต้ถึงสุราษฎร์เที่ยวนี้แออัดไปด้วยผู้คนมากมาย พลุกพล่านวุ่นวาย เกือบเหมือนในหนังแล้ว ผมคิด สุดท้ายพบตัวเองนั่งอยู่ตรงข้อต่อของขบวนรถไฟ กลิ่เหล็กและเสียงสะท้านแก้วหูทำให้นอนไม่หลับ และนั่นก็ดีมันดูเหม่อลอยอย่างกับพระเอกในหนังที่พึ่งดูเมื่อกลางวัน หญิงสาวกับแฟนหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านตรงข้าม ฟ้ากลางคืนมืดมิด มองไม่เห็นอะไรแต่คนคู่นั้นยังคงชี้ชวนกันดูบรรยากาศภายนอก ทำให้ผมต้องนั่งลองเพ่งสายตาด้วยความตั้งใจออกไปนอกประตู ยังไม่เห็นอยู่ดี แล้วเค้าดูอะไร หรือความรักไม่ได้ทำให้ตาบอดอย่างเดียว แต่ยังสามารถทำให้ตาสว่างมองเห็นทิวทัศน์ยามค่ำคืนได้ แต่ไม่ว่ายังไงที่แน่นอนที่สุดมันทำให้คราบนำตายังติดอยู่บนหางตาข้างซ้ายของผม ถึงปากท่อดึกดื่นอยู่เหมือนกันเพราะรถไฟชั้นสามบ้านเรามีสถิติวิ่งช้าเกือบทีสุดในโลก ผมกับห่อก๋วยเตี๋ยวปากท่อสามห่อ ผมกินมันด้วยความเศร้ากินไปเรื่อยจนสุดท้ายนับได้เจ็ดห่อพอดิบพอดี ไม่ซื้อน้ำ ไม่ต้องกินน้ำตาม เพราะผมกินก๋วยเตี๋วเคล้าน้ำตา เวลาว่างบนรถไฟมีมมากมายเหลือคณานับยิ่งกับบนรถไฟชั้นสามแล้วด้วย อย่านับจะเกิดประโยชน์มากกว่า ผมใช้เวลาที่มีนึกถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนลงท้ายที่ขบวนรถไฟ แปลกมากหรือที่รักเพื่อนสนิท ชื่อมันก็บอกอยู่แล้ว ถ้าไม่ชอบไม่พอใจจะสนิทมั้ย ถ้าสนิทแล้วทำไมรักไม่ได้ คนเรารู้จักกันมาจนเห็นตับไตไส้พุง ลงลึกไปจนถึงบักเตรีในลำไส้ใหญ่ เห็นแล้วยังสนิท เห็นแล้วยังชอบ แล้วจะห้ามไม่ให้รักมันจะห้ามได้หรือ??? ผมกับเพื่อนไปไหนมาไหนด้วยกันมาตลอดตั้งแต่คบกันจนสนิทเราแทบไม่มีเวลาไม่ได้เห็นหน้ากัน ถึงแม้บางเวลาอย่างทำธุระส่วนตัวเราจะไม่เจอกันบ้าง แต่ใครมันจะอยู่ในห้องนำได้เป็นวัน เรายังคงไม่เคยห่างกันอยู่นั่นเอง เราช่วยเหลือกันและกัน บ้างก็ยอมลำบากเป็นเพื่อน และบ้างสบายเป็นเพื่อนกัน ความรู้สึกนี้บ่มเพาะมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าแล้ว วันนึงผมนั่นเองแหละที่เริ่มคิดไปไกลกว่าคำว่าเพื่อน แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งแสดงออก ยิ่งแสดงออก เพื่อนก็ยิ่งห่างไปไกลเรื่อยๆ มันก็คงจะยังทนกันได้อยู่หรอก ถ้าไม่มีใครบางคนเดินเข้ามา มีคนบอกว่าคนที่สนิทกันมากมักรักกันไม่ได้ หากเป็นแต่ก่อนผมคงไม่เชื่อ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ คนที่มาไกลจากไหนไม่รู้ อยู่ๆ เพื่อนก็เปลี่ยนไปสนิทกับเขาแทน เมื่อมากขึ้นๆ เวลาที่เราห่างกันก็มากขึ้น สามคนดูจะมากเกินไปสำหรับการไปไหนมาไหน ผมจึงต้องเดินออกมาบ่อยครั้งจากวงกิจกรรมสำหรับสองคน มาคิดดูมันก็จริงนะ อย่างปิงปองเนี่ยถ้าตีกันสามคนพร้อมกันก็ลำบากเอาเรื่อง ยิ่งถอยก็ยิ่งห่าง ยิ่งห่างก็ยิ่งคิดถึง ยิ่งคิดถึงก็คิดได้ เอาวะ นั่นทำให้ผมเศร้าและต้องเข้าโรงหนัง ก็เพราะคิดได้ว่าต้องบอกว่าชอบมันเพื่อนของผมนั่นแหละ ไม่น่าคิดได้เลย ขณะนั่งคิดไปเรื่อยเปื่อยเฉื่อยแฉะ เสียงไก่จากขบวนข้างๆ ก็ขันดังลั่นมาถึงจุดที่ผมนั่ง เงยหน้าออกไปข้างนอก ฟ้าเริ่มสางแล้ว ตอนนี้ถึงไหนก็ไม่อาจทราบได้ รู้แต่ว่าเริ่มเห็นยอดมะพร้าวเป็นทิว แสงอาทิตย์แสงแรกส่องสวยงาม แต่ทำไมมันยังเศร้าอยู่วะ ผิดกับไอ้คู่ตรงข้ามเราคู่เดิมยังคงมองตากันเยิ้มไม่สนใจสีสันของท้องฟ้า แล้วรถไปก็วิ่งเข้าสู่ชานชลา ผมกับกลิ่นเหล็กรถไฟติดตัวรุนแรงอย่างน่าดีใจ เพราะอย่างน้อยๆ มันก็ช่วยกลบกลิ่นอื่นจากการไม่ได้อาบน้ำมาวันหนึ่งเต็มๆ กาแฟตอนเช้ากับสีเขียวของ้นไม้ที่มีอยู่มากในเมืองสุราษฏร์ เมืองหอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะ ทำให้ความสดชื่นกลับคืนมา แต่ความเสียใจยังคงอยู่ ภาษาใต้ดังวนเวียนรอบตัวไม่คุ้นหู แต่ก็ไม่แปลก อารมณ์อย่างนี้ยังนึกอยากจะฟังอะไร ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมกับเพื่อนสนิทคงนั่งวิเคราะห์สำเนียงเสียงถิ่นกันสนุก แต่วันนี้ดันมาอยู่คนเดียว สุนัขชราเดินมาสะกิดขาขอปาท่องโก๋ เพราะความที่ไม่รู้จะคุยจะสื่อสารกับใคร เราทั้งสองคือผมและสุนัขชราจึงอยู่ในสถานะเดียวกัน เราสนิมสนมกันนานจนปาท่องโก๋หมดถุง มันจึงเดินจากไปแบบไม่เหลือเยื่อไย แต่ก่อนไปยังอุตส่าห์หันมามอง ยังดีที่หมายังมอง อย่างน้อยๆ ก็ไม่ได้จากไปแบบไม่หันกลับอย่างที่เพื่อนผมทำ หลังจากจัดแจงตัวเองเสร็จสรรพ ก็จับรถไปท่าเรือดอนสักแล้วจึงนั่งเรือต่อสู่เกาะพงัน ตั้งแต่สัมผัสแรกของปลายเท้าแตะผืนดินบนเกาะ คำว่า สังสรรค์พระจันทร์เต็มดวงก็มีให้เห็นกันดาษดื่นทั้งป้ายใหญ่ป้ายเล็ก ดูเหมือนคนที่มาที่นี่คงจะชอบมาดูพระจันทร์เต็มดวง แต่แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองเข้าใจผิดอย่างแรง เพราะถัดจากป้ายพระจันทร์เต็มดวง ยังมีป้ายสังสรรค์วันพระจันทร์ครึ่งดวง เสี้ยวดวงก็มี ไปจนถึงคืนเดือนมืด อืม พระจันทร์น่าจะไม่ใช่ประเด็นหลักแล้วล่ะ สังสรรค์ต่างหาก เพราะจากการดูป้ายที่ไล่ตามจันทรคติแล้วพบว่าไม่ว่าพระจันทร์จะเปลี่ยนทรวดทรงอย่างไร คำว่าสังสรรค์ยังห้อยท้ายอยางสำคัญอยู่อย่างนั้น ผมคิดกับพระจันทร์และสังสรรค์ไปเรื่อยจนลืมไปว่าตัวเองกำลังเศร้า ต้องเศร้าสิ เรามาเพื่อเศร้า ผมคอยเตือนตัวเองให้ระลึกถึง และไม่ลืมทิ้งคราบนำตาที่หางตายามได้คิด เมื่อหาที่พีกได้ผมก็เริ่มนั่งบรรเลงความเศร้าที่ริมหาด เช้าจรดเย็น...
     
    หนีร้อน หรือหนีรัก วันคืนใหม่เปลี่ยนไป จากคืนสู่วัน จากการสังสรรค์สู่ความเงียบสงบ ผมยังคงนั่งอยู่อย่างนั้น นั่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งแดดเริ่มฉายแสงกล้ามากทุกที เนื้อตัวเริ่มแสบมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ชักไม่แน่ใจแล้วสิว่ามาทะเลจะหนีร้อนได้จริงๆ แม้กระทั่งหนีรักซึ่งเป็นประโยคท้ายก็ยังหนีไม่ได้ ทำไมต้องมาไกลขนาดข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อร้อนและยังคงรัก คิดได้ผมก็บอกลาเกาะเล็กๆ กับสีเขียวครามของน้ำทะเลกลับสู่เมืองที่จากมาแต่แรก พบตัวเองนั่งอยู่หน้าพัดลมหนีร้อน แต่ยังคงหนีรักไม่พ้น เอาเถอะ ยังไงซะก็หนีได้อย่างนึงล่ะ...      
    July 24

    สายไหม

    ค่ำคืนที่สวยงามมีจันทร์ดวงกลมลอยอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่างบนผืนดิน วัดเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ทามกลางบ้านเรือนหลายหลังที่รายล้อม แต่ในวันนี้กลับดูคึกคัก งานวัด ข้าพเจ้านึกถึงคำๆ นี้ ผู้คนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดีที่สุดของเขา เดินขวักไขว่ไปมา งานอย่างนี้นานทีมีหน ใครต่อใครก็ไม่อยากพลาด แต่ละคนจึงงัดเอาเสื้อผ้าอินเทรนด์ตามแต่ละสมัยที่ตัวเองนิยมขึ้นมาประดับร่างกันยกใหญ่ หนุ่มสาวในห่อตัวเองในเสื้อตัวเล็ก เตี่ยวยีนส์ถูกนำมาห่อหุ้มด้านล่าง นอกจากกันอุจาดแล้วยังเป้นเครื่องประดับที่อวดใครต่อใครได้เสมอ ไม่ว่ามันจะผลิตจากที่ไหนในใจผู้ใส่ล้วนคิดเอาว่ามันเป็นเครื่องแสดงออกถึงความสมัยใหม่ในโลกสากล หญิงสาวคราวป้านุ่งซิ่นกับเสื้อสีสวย ผลัดแป้งหน้าแจ่มนวล ในอ้อมกอดนอกจากลูกน้อยๆ แล้วยังมีเสื่อเผื่อเล็กเขาว่าคืนนี้มีหนังกลางแปลงลานวัดจึงเป็นพื้นที่เพียงผืนเดียวี่กางจอผ้าสีขาวขนาดใหญ่ได้ ผู้คนนั่งออกันรอสารบันเทิงจากโลกข้างนอกกันที่นี่อย่างเนืองแน่น ต้นโพธิ์ใหญ่ใกล้จอยังมีที่พิเศษสำหรับเด็กวัดและเณรหนุ่มน้อยทั้งหลาย ขนาดว่ากิ่งก้านขนาดใหญ่หลายกิ่งถูกจับจองไว้แล้วแต่หัวค่ำ ผู้ชายส่วนใหญ่ยังมาไม่ถึง พวกเขาพาตัวเองเกาะขอบเวทีมวยอยู่แถวๆ ป่าช้าท้ายวัด ที่นั่นมีเวทีมวย มวยลูกบ้านนี้ไม่ดังแต่กำลังใจล้นหลาม ทุกคนมารอเชียร์ไอ้หนุ่มหน้ามนของเขาปะทะหมัดกับคนต่างหมู่บ้านอย่างใจจดใจจ่อ เสียงต่อรองราคาดังอยู่รอบๆ เวทีมวยชั่วคราว งานนนี้เหมือนมวยใหญ่ในทีวี ขาดแต่คนมอบทองเท่านั้นที่ไม่เห็น แต่ไม่เห็นไรเพราะคนถือกล้วยอ้อย ทองหยิบทองหยอดคอยปลอบขวัญที่ยังมีอยู่เยอะ ผมเดินเลี่ยงออกจากสองบริเวณ ที่เนืองแน่นด้วยผู้คนออกไปยังร้านรวงชั่วคราวที่ขายทุกอย่าง ข้าวของทั้งเครื่องกินเครื่องใช้เรียงรายให้เลือก สาวสวยต่างถิ่นนั่งปั่นขายสายไหมอยู่มุมหนึ่งไกลออกไป ถึงไกลแต่ร้านสาวเจ้ากลับมีผู้คนมามิได้ขาด จะว่าเจ้าสวยด้วยจันทร์ส่องก็ไม่ใช่ ทั้งปากคอคิ้วคางดูลงตัวสมส่วน หล่อนอยู่ในชุดซิ่นถุงเสื้อเบาแต่ไม่บาง แก้มหล่อนมิได้แต้มแต่งอะไรมากไปกว่าแป้งเด็ก ผมไม่ใช่รายแรกและรายสุดท้ายที่เวียนเข้ามาซื้อสายไหมจากร้านหล่อน และรอบนี้เป็นรอบที่สามแล้วสำหรับสายไหม เฉพาะวันนี้วันเดียวน้ำตาลในเส้นเลือดก็มากกว่ารอบปีที่ผ่านมา สายไหมหลากสี ขาว ชมพู เหลือง ตามแต่หล่อนจะย้อมมัน น้ำตาลเส้นเล็กละเอียดแต่หวานบาดคอ ไอ้หนุ่มบางรายถึงกับนั่งเฝ้าร้าน หญิงสาวในหมู่บ้านพาลคว่ำบาตรไม่ซื้อสายใหม่ของเจ้าหล่อนทั้งที่อยากกินใจจะขาด เสียงตามสายของวัดประกาศให้ไปลงคะแนนเสียงในการรับและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ มันก็คงเป็นเสียงตามสายเท่านั้น เหมือนเคย บางคนบ่นว่าคราวนี้มาแปลกหนังไม่ขายยาแต่ขายรัฐธรรมนูญ แล้วหน้าตามันเป็นยังไงหนอ บ้างก็ซุบซิบในแวดวงการเมืองท้องถิ่นว่าการลงคะแนนครั้งนี้ไม่มีเงินแจก พรึมพรำกันไปเรื่อยตามเรื่องตามราว ผมยังคงนั่งอยู่ที่ร้านสายไหมดูสาวน้อยขายจนมือระวิง บ้างก็มีไอ้หนุ่มมาเสนอตัวขอช่วยขายเอาอกเอาใจ แต่ความหวานนอกจากจะอร่อย ยังเหมือนคนโบราณว่า กินหวานมากๆ จะดุ ก็ไอ้หนุ่มสองสามคนที่กินของหวานมากๆ นั่นแหละ นัดเดินกันไปหลังป่าช้า ไปจัดการปัญหาด้วยกำลัง เพราะต่างคนต่างกินหวานมาก ดุกันมาก กันท่ากันไปมาก็มีเรื่อง แต่สาวเจ้าก็วางตัวดีไม่มีทีท่าอะไรเป็นพิเศษ ผมนั่งมองอยู่นานจึงลุกเข้าไปซื้อเป็นรอบที่สี่ ไอ้หนุ่มบางรายมองตาขวางก็พาลทำเป็นมองไม่เห็นเสีย แต่หล่อนคงจำได้จึงยิ้มทักทาย เท่นั้นความดุของหนุ่มอื่นก็ขึ้นมาที่หน้า ผมต้องรีบจ่ายสตางค์แล้วผละออกมา
     
    หลังงานวัดคืนนั้น วัดก็กลับมาสงบเงียบและร่มเย็นเช่นเคย เสียงต่างๆ ก็พลอยหายไปกับเวทีมวยและรถฉายหนัง หัวใจของผมก็เหมือนกัน มันจากไปพร้อมกับสาวขายสายไหมคนนั้น สายไหมที่บางเบา หวานและละลายง่ายเหมือนไม่ได้กิน เพราะไม่ทันได้เคี้ยวก็ละลายเสียแล้ว ผมนั่งมองสายไหมสี่ถุงข้างกาย ตั้งใจว่าจะเก็ยเป็นอนุสรณ์ให้นึกถึง แต่แดดร้อนก็เล่นเอาละลายเป็นก้อนและสีก็เลือนเลอะไม่สวยงามอยางเพิ่งทำใหม่ๆ ใจก็ลอยออกไปไกล งานวัดงานหน้าว่าจะซื้อให้มากกว่านี้ มากกว่าลูกกำนันคนโก้ที่ซื้อเหมาแผงเพื่อพาหล่อนเดินเที่ยว แล้วหล่อนก็หายไปเหมือนสายไหมที่สวยงาม หวานลิ้น แต่ละลายง่ายเหมือนไม่ได้กิน...  
    July 15

    เมื่อจากลา

    น่าแปลกใจ เมื่อฉันจะจากลาจากสถานที่หนึ่ง ฉันพยายามเหลือเกินที่จะได้ร่ำลากับใครบางคน ขอเพียงคำร่ำลา ฉันเฝ้าพร่ำอยากให้เขาได้ยินบ้าง รับฟังคำร่ำลาของฉันบ้าง ในขณะที่ยังมีบางคนเฝ้าอวยพรให้ฉันโชคดี ความสับสนในจังหวะเช่นนี้มักเกิดขึ้นเป็นประจำระหว่างทาง ทางชีวิต...
    July 10

    บันทึกถึง 2 ความตาย ในค่ำคืนหนึ่ง

    ความเคลื่อนไหววุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อเวลา ห้าทุ่มของค่ำคืนหนึ่ง ในห้องพิเศษ 3 ตึกสงฆ์ของโรงพยาบาลเล็กๆ อากาศในคืนนั้นไม่ค่อยสบายเท่าใดนัก ออกจะร้อนน่ารำคาญอยู่บ้าง ข้าพเจ้าออกจากห้องด้านข้างเพื่ออกมารับลมยามค่ำคืน ซองบุหรี่อยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านซ้ายถูกเก็บลงไปอีกครั้ง เพราะเรื่องราวข้างหน้า ชายวัยกลางคนยืนหน้าห้องนั้นนัยน์ตาแดงก่ำ สีหน้าโศกเศร้าผิดจากเมื่อหัวค่ำที่ข้าพเจ้าเห็นเขา เราเจอหน้ากันมาเป็นเวลาหลายวันแล้ว เพราะเราต่างก็เป็นญาติผู้ป่วยซึ่งอยู่ห้องติดกัน จะมากจะน้อยย่อมเคยเห็นจากการมองลอดช่องหน้าต่างยามเดินผ่าน ข้าพเจ้าเหลือบไปเห็นพยาบาลเวรยืนคุยกับหมอเจ้าของไข้อย่างเคร่งเครียด "ไม่คิดว่าแกจะไปเร็วอย่างนั้นค่ะคุณหมอ เพราะเมื่อกี้จอยเพิ่งเข้าตรวจเช็คและพูดคุยกับแกอยู่เลย" เสียงพยาบาลสาวกล่าวกับหมอที่ยืนทำหน้าเคร่งเครียดบอกข้าพเจ้าให้พอปะติดปะต่อเหตุการณ์ได้ ด้วยมารยาทข้าพเจ้าเดินผ่านไปทำธุระของตัวเองที่ด้านนอกตัวตึก ในส่วนที่เป็นสวนหย่อม บุหรี่ถูกจุดขึ้นแสงสว่างวาบเมื่อข้าพเจ้าดูดใบพืชมวนยาเข้าสู่ห้วงปอดของตน เสียงจากห้องนั้นยังคงดังออกมาได้ยินเป็นระยะ จากจุดที่ข้าพเจ้านั่งอยู่ในสวนนั้นมองเห็นความเคลื่อนไหวได้ไกลๆ ผู้คนเริ่มมากขึ้นคงจะเป็นญาติของผู้ป่วยห้องนั้น คนสองสามคนเดินมาตมทางเท้าเพื่อเข้าสู่ตัวตึก สีหน้าทั้งสามเคร่งเครียด ยามวิกาลอย่างนี้ไม่น่าจะมีคนมาตามการรับรู้ของข้าพเจ้าที่ได้อยู่ในที่แห่งนี้มาป็นเวลานานพอสมควร ไม่นานนักความสงสัยก็ดูจะหายไป เมื่อชายที่ยืนตาแดงอยู่เมื่อข้าพเจ้าออกมาจากห้องตะโกนเรียกชายทั้งสามให้ไปในทิศทางที่เขายืนอยู่ 

     

    เมื่อเสร็จธุระข้าพเจ้าก้าวเข้าสู่ตัวอาคารด้วยทางเส้นเดิม และยังคงต้องผ่านห้องนั้นที่ตอนนี้มีผู้คนมากมายยืนอยู่ ข้าพเจ้าเหลือบมองเข้าไปที่คุณยายที่นอนบนเตียง สีหน้าสงบราบเรียบ ผิดกับใบหน้าของใครต่อใครที่ยืนอยู่หน้าห้อง พยาบาลและหมอยังคงถกกันไม่จบในเรื่องที่เกิดขึ้น ทุกอย่างดูวุ่นวายแต่ก็สงบเงียบไปด้วยในเวลาเดียวกัน มันคงไม่ใช่ครั้งแรกที่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ข้าพเจ้าเข้าสู่ห้องของตัวเอง เสียงข้างนอกยังคงส่งมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ ในห้องสี่เหลี่ยมเสียงเครื่องปรับอากาศชรายังคงร้องครางในจังหวะเดิม ข้าพเจ้าทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ เสียงห้องข้างๆ ชัดเจนขึ้นเมื่อผ่านผนังปูนที่กั้นเราทั้งสองห้องออกจากกัน ผนังที่ก่อฉาบด้วยปูนหนาเพียงสิบเซ็นติเมตร หากรื้อผนังนั่นออกแล้วบอกว่าข้าพเจ้านอนอยุ่ข้างๆ กับคนข้างห้องนั้นก็ไม่แปลก เพราะเราไม่ได้อยู่ห่างกันเลย บรรยากาศในห้องของข้าพเจ้าตอนนี้เงียบสงบ เงียบทว่ายังมีเสียงของลมหายใจ ขณะที่ห้องข้างๆ ส่งเสียงดังมาแต่ดูเหมือนบางอย่างจะขาดหายไป จากไปแล้ว โลกของความตายหากจากข้าพเจ้าเพียงสิบเซ้นติเมตรเท่านั้น แต่มันดูห่างไกลเหมือนอยู่กันคนละโลก คนละมิติเวลา ไม่ต้องถึงสิบเซ็นติเมตรก็ได้ ต่อให้เราใกล้กันมากกว่านี้เราก็ดูห่างกันอยู่ดี เพราะเราต่างได้กลายเป็นสมาชิกของโลกคนละใบ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้อาจจะไม่นานนาทีเรายังอยู่ร่วมกัน คำ่คืนนั้นแปลกที่ข้าพเจ้าไม่ได้รู้สึกกลัวตามนิสัยที่เป็นอยู่ หากแต่หลับตาลงนอนด้วยความรู้สึกแปลก จะว่าเหนื่อยล้าก็ไม่ใช่ มันออกจะดูเหมือนได้มองผ่านอะไรบางอย่าง เหมือนเวลาที่เรามองดูใบไม้ตั้งแต่ใบยังติดขั้วจนร่วงลงสู้พื้นดิน

     

    เช้าข้าพเจ้าคงลุกขึ้นทำกิจกรรมปกติธรรมดาของชีวิต เครื่องปรับอากาศทำงานสม่ำเสมอ คือยังคงส่งเสียงครางอย่างสม่ำเสมอไม่เสื่อมคลาย คล้ายกับมันส่งเสียงอย่างนั้นมาแล้วตั้งแต่เกิดและจะส่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสิ้นอายุไขของมัน เช้านี้ใครบางคนบอกข่าวถึงการจากไปของคนบ้านใกล้เรือนเคียง การผูกแขวนตัวเองไว้กับขื่อคาของเรือนไม่ได้ทำให้เขาตาย แต่อากาศที่โดนจุกด้วยพันธนาการของเชือกต่างหากที่ทำให้เขาจากไป ชายธรรมดาๆ คนหนึ่งที่มีร่างกายแข็งแรง รูปร่างสูงใหญ่ และในห้วงเวลาหนึ่งเขาเองเคยได้รับการเกรงขามจากใครต่อใคร สาเหตุของการตายคือการที่ญาติของเขาจะพาไปออกยา ยาที่พยุงชีวิตให้เขาอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้ เจ้าของข่าวนี้บ่นงึมงำถึงผู้ตายรายที่สองนัยว่าสร้างความลำบากให้กับญาติพี่น้อง ซึ่งอันที่จริงมันคงไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาสร้างความลำบาก ข้าเจ้ารับฟังอยู่เงียบๆ โดยไม่ได้แสดงความคิดเห็นแต่อย่างใด อาจจะเป็นเพราะเช้านี้หลังข้าพเจ้ายังคงมีอาการเจ็บปวดอยู่เช่นที่เคย สองความตายในหนึ่งค่ำคืนช่างเป็นความตายที่แตกต่างกันเสียนี่กระไร ตายหนึ่งพยายามยื้อยุดฉุดเอาไว้ ตายหนึ่งพยายามผลักดันส่งมันด้วยเจ้าของชีวิตของมันเอง มันคงบอกได้ยากว่าความตายอย่างไหนดีกว่า เลวกว่า เพราะสุดท้ายแล้วเรื่องที่แน่นอนก็คือ ทั้งสองจะไม่มีทางหวนกลับมาใช้ชีวิตบนโลกนี้ได้อีก ข้าพเจ้าอึกอักบ้างเล็กน้อยที่ไม่สามารถแสดงความรู้สึกหรือความนึกคิดอันใดเกี่ยวกับความตายทั้งสอง แต่ก็ไม่เป็นปัญหากับตัวข้าพเจ้าเองแต่อย่างใด เพราะอย่างน้อยๆ ข้าพเจ้ายังอยู่ ยังสามารถระบายลมหายใจเข้า-ออกได้อยู่ ถึงแม้จะไม่มีใครรรู้ว่าจะทำเช่นนั้นได้อีกนานเท่าไหร่...

    บันทึกถึงเวลาในโรงพยาบาล

    ข้าพเจ้านับถึงวันเวลาที่วนเวียนอยู่ในโรงพยาบาลได้เป็นเดือน การเข้าออกสถานที่ที่ำม่มีใครอยากเยี่ยมกรายเข้าไปหากยังอยู่สุขกายสบายใจ การเดินผ่านโรคภัยของผู้อื่นไม่ใช่ความสุขที่เป็นรสนิยม ความเจ็บปวด การสูญเสีย เกิดขึ้นทุกๆ วัน หรือถ้าจะกล่าวให้มากกว่านั้นก็เกือบจะทุกๆ วินาที เพราะชีวิตดำรงอยู่ด้วยการผูกมัดของเวลา เสี้ยวเวลาหนึ่งก็มีทั้งเกิดและดับได้ในคราวเดียวกัน การได้มองเห็นสิ่งต่างๆ ในโรงพยาบาลเป็นเวลานานพอสมควรนั้นทำให้ข้าพเจ้าได้รู้สึกถึง คำว่า วัฏสงสาร การเวียนว่าย และระบบสังคม มันมีทั้งเรื่องที่เห็นแล้วไม่สบายใจและเรื่องที่สร้างความอบอุ่น ข้าพเจ้าเกิดความมั่นใจอยู่ลึกๆ ว่าไม่ว่าอะไรจะเลวร้ายแค่ไหน มันย่อมผ่านไปด้วยดี เพราะนิสัยที่เป็นห่วงเป็นไยความทุกข์ผู้อื่นของคนในสังคมของเรานั้นแรงอย่างเหลือเชื่อ โรงพยาบาลเต็มแน่นทุกวัน แต่ไม่ใช่ด้วยผู้ป่วยหากแต่เป็นญาติๆ ต่างหาก ญาติผู้ป่วยหลายรายที่มาทนนั่งหลับนกสัปงกอยู่ข้างเตียงทั้งคืนเป็นระยะเวลายาวนาน เพราะผู้ป่วยบางคนก็อยู่แต่ในโรงพยาบาลมาแล้วถึงเจ็ดปี เสื่อผืนหมอนใบอาจจะไม่ใช่คนจีนเท่านั้นที่ใช้มัน เพราะมันเป็นเครื่องนอนที่เคลื่อนย้ายสะดวกที่สุดสำหรับญาติผู้ป่วย ระเบียงด้านนอกของโรงพยาบาลเป็นที่ที่มีเสื่อผืนหมอนใบมากที่สุด นับได้เป็นเสื่อหลายผืนและหมอนหลายใบ แม้ความทุข์จะอยู่ตรงหน้า เพราะโรคภัยไข้เจ็บนั้นเป็นทุกข์ที่หนีไม่ได้อย่างพระท่านว่า แต่ความอบอุ่นก็วางอยู่ข้างเคียงกัน บหน้าญาติบางคนเศร้าซึมเหมือนจะเจ็บไข้แทนคนป่วย ความห่วงหาอาทรแบบนั้นนั่นเองที่สร้างความรู้สึกที่ผ่อนคลายลงท่ามกลางบรรยากาศชืดชาของโรงพยาบาล ไม่น่าเชื่อว่าในสถานที่ที่มีแต่ความทุกข์จะเกิดความผูกพันฉันท์มิตรขึ้นระหว่างญาติผู้ป่วย ทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อนก็ตาม การถามไถ่ ปรับทุกข์ และยินยอมรับฟังปัญหาของผู้อื่น จริงอยู่ว่าส่วนหนึ่งมันเป็นการบรรเทาทุกข์ของตนเองไปด้วย แต่มันก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายดายในสถานที่อื่นๆ คนเคยพบกัน นอนเตียงผู้ป่วยใกล้กัน ไม่รู้จักมักคุ้นแต่ก็ทำหน้าที่เป็นญาติเสมือนหรือญาติสมมติ แบ่งปันสิ่งของแก่กันพูดคุย จนกระทั่งบางครั้งสนิทกันมากกว่าญาติจริงเสียอีก นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงสังคมของผู้ให้การรักษาพยาบาลอย่างหมอ พยาบาล กระทั่งแม่บ้านทำความสะอาด ข้าพเจ้านับถือในวิชาชีพของพวกเขาถึงแม้ว่าให้ข้าพเจ้าเรียนและดำเนินวิชาชีพอย่างนี้ข้าพเจ้าย่อมปฏิเสธมันแน่นอน บัดนี้ข้าพเจ้าจึงไม่แปลกใจเลยถึงความฝันของเด็กๆ หลายคนที่เมื่อเติบโตขึ้นเขาอยากจะเป็นอย่างพี่หมอ หรือพี่พยาบาลใจดี เพราะสักครั้งในชีวิตน้อยๆ ของพวกเขาย่อมเคยได้รับการดูแลจากคนเหล่านี้ อาจจะด้วยวิชาชีพหรืออะไรก็ตามที่สร้างให้พวกเขามีบุคลิกร่วมกันในการดูแลผู้อื่น แต่หากจะไม่มองถึงจิตใจของพวกเขาเลยก็ดูจะเป็นการไม่ยุติธรรม รุ่นน้องของข้าพเจ้าคนหนึ่งเป็นพยาบาล ข้าพเจ้าเคยถามด้วยเสียมารยาทว่า อยากเป็นพยาบาลหรือ? คำตอบนั้นไม่สร้างความแปลกใจแก่ข้าพเจ้าเท่าใดนัก เมื่อเธอตอบว่าไม่อยากเป็น แต่ญาติผู้ใหญ่ที่ทำงานทางด้านนี้เป็นคนสนับสนุน ที่ไม่ประหลาดใจเพราะข้าพเจ้าเห็นเธอมาตั้งแต่วัยเรียน ไม่มีทีท่าว่าอยากจะเป็นพยาบาลแต่อย่างใด แต่ทุกครั้งที่เธอแวะเวียนมาตรวจไข้ที่ห้องที่ข้าพเจ้าอยู่ สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส คำแนะนำ การดูแลต่อผู้ป่วยเธอทำเสมือนว่าเขาเป้นญาติของเธอ ข้อนี้เป็นที่สงสัยแก่ข้าพเจ้า มันอาจจะเพราะว่าเรารู้จักกันหรือเปล่าจึงทำให้เธอนั้นปฏิบัติได้ดีเป็นพิเศษ เมื่อลองเดินผ่านห้องอื่นขณะที่เธอทำหน้าที่นั้นก็เห็นว่าเป็นเช่นเดียวกันกับที่ห้องของข้าพเจ้าได้รับ นั่นอาจจะไม่ใช่เฉพาะวิชาชีพเพียงอย่างเดียวที่ทำให้เธอปฏิบัติต่อผู้อื่นหากแต่เป็นในเรื่องของจิตใจด้วย และหมอ หรือพยาบาลส่วนมากที่ข้าพเจ้าเจอมักเป็นเช่นนั้น ความใกล้ชิดกับผู้ป่วยรวมไปถึงญาติผู้ป่วยทำให้หมอและพยาบาลนั่นอาจจะรวมไปถึงคนที่ทำหน้าที่อื่นๆในโรงพยาบาลด้วยนั้นมีความรู้สึกมักคุ้นและกลายมาเป็นญาติสมมติอีกคน ทำให้บรรยากาศภายในโรงพยาบาลที่มีคนเกิด เจ็บ และตายอยู่ทุกวันมีชีวิตชีวามากขึ้น เรารู้สึกถึงความเป็นห่วงของใครบางคนที่ปกติไม่ได้พูดจากันสักเท่าไหร่ถึงแม้จะอยู่ใกล้ แต่ยามเป็นตายนำ้ใจนั้นก็ได้แสดงออกมา แต่นั่นก็อยู่ที่เราได้แสดงออกซึ่งน้ำใจแก่ผู้อื่นบ้างหรือเปล่า โรงพยาบาลจึงกลายมาเป็นโรงเรียนของข้าพเจ้าในห้วงเวลาหนึ่ง เป็นที่ที่เปิดประตูไปสู่เรื่องราวใหม่ๆ ที่ข้าพเจ้าไม่ได้มีส่วนในโลกใบนั้น...