idh's profile0mnia vincit Amor : et n...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    September 10

    อัศวินม้าก้านกล้วย

    ม้าก้านกล้วยขยับดังกุบกับ
    ขบวนเด็กวิ่งไล่จับแบ่งข้าง
    ครั้งนี้ข้าบ้างขอเป็นพระเอก
    อัศวินม้าก้านกล้วย...
     
    ถึงเวลาให้ม้าและคนหยุดพัก
    เจ้าตั๊กตัวโตป่ายปีนขึ้นต้นมะม่วง
    เจ้าด้วงตัวเล็กเข้าดงเล็บแมว
    แล้วพระเอกผู้ร้ายก็ถึงเวลากิน
     
    ของเล่นเรามีเต็มสวน
    ของกินเรางอกจากดินทุ่ง
    เรายุ่งอยู่ข้างนอกทั้งวัน
    เราต่างสุขสันต์สบายใจ
     
    เมื่อเข้าเมืองเรื่องวุ่นวิ่งเข้าหา
    ไม่มีม้าก้านกล้วยให้ควบขับ
    ไม่มีใครคอยตะโกนวิ่งไล่จับ
    ไม่มีที่ให้เราขยับเหมือนท้องนา
     
    เพื่อนใหม่ของเราต่างวุ่นวาย
    กับเกมส์ในจอสีสดใส
    เกมอัศวินขี่ม้าขาวห้าวเหลือใจ
    เข่นฆ่าผู้ร้ายเลือดเป็นทาง
     
    ข้าไม่อยากฆ่าดอกผู้ร้าย
    ก็อ้ายตั๊กมันเป็นเป็นเพื่อนฉัน
    ผลัดกันดีกันร้ายดูแลกัน
    วันไหนไม่เจอกันเหงาหัวใจ
     
    อยากกลับบ้านวิ่งเล่นบนท้องทุ่ง
    เข้าบุ่งทามหาอาหาร
    เข้าป่ากล้วยช่วยพ่อปลูกไม้งาม
    เอาไว้ยามอยากควบขี่ได้สมใจ
     
    จะชวนเพื่อนชวนพ้องร้องประกาศ
    จับฉลากแบ่งข้างสร้างป้อมเมือง
    ให้รุ่งเรืองเฟื่องฟูอยู่ข้างกัน
    ทั้งเมืองเอ็งเมืองข้าไม่ฆ่ากัน
    พักกลางวันนอนให้เพลินใต้ใบตอง
     
    September 08

    นา..ตาและยาย

    อากาศเช้าเย็นกาย
    ตายายคอนหาบ
    นาไกลพักนั่งบนศาลา
    ท้องทุ่งใกล้ตางามจับจิต
    เขียวรวงข้าวหลังฝน
    ควันขาวพวยพุ่งจากเถียงนาน้อย
    ยายตาคล้อยนึกถึงความหลัง 
    September 07

    ความสุข

    หลายๆ เช้าที่เปลือกตาเปิด ความวุ่นวายพวยพุ่งออกมาจากสิ่งรอบๆ ข้าง ในเมืองที่ผู้เบียดเสียดอัดแน่น ผมมักเคยคิดอยู่เสมอว่าเราจะมีความสุขได้ยังไงในเมืองนี้ แล้วผมก็เริ่มไขว่คว้าหามัน ความสุข ผมเดินอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่ผู้คนมากหน้าหลากตา สีสันลานตาจากห้างร้าน รอยยิ้มบนใบหน้า ความสุขน่าจะอยู่ตรงนี้ อากาศเย็นสบายเหมือนหน้าหนาว ขอเพียงไม่เปิดประตูออกสู่ข้างนอก เสียงเพลงดังวุ่นวาย ทำไมยังวุ่นวาย อีกครั้งเมื่อพบตัวเองอยู่ในสวนสาธารณะต้นไ้ม้สีเขียว ดอกไม้จากต่างประเทศอวดช่อชูดอกกันไสว ผู้คนยังมากมายและดูแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า ทำไมเรายังไม่สุข
     
    เช้าวันหนึ่งขณะเดินเข้าสู่ที่ทำงาน เมืองใหญ่ยังงัวเงีย เข็มนาฬิกาบอกเวลาหกโมง ถ้าแถวบ้านผมเสียงของการตื่นของทุกสรรพสิ่งจะดังกว่านี้ อากาศเย็นสบาย ผมลืมนึกไปแล้วว่าหลายๆ วันผมกำลังตามหาความสุข ซอยที่ผู้คนพลุกพล่านไม่แพ้ถนนแต่ซอยนี้กลับตื่นช้า ผมกลับผมเวลาที่เมืองกรุงเงียบแต่ไม่สงัด อาม่าเดืนกระฉับกระเฉง อากงจูงหมาไม่รู้ว่าใครพาใครไปเดินเล่น สนามหญ้าทางผ่านวันนี้ผมกลับได้หยุดยืนมอง ดอกหญ้าเล็กๆ สีสด อยู่ของมันอย่างเจียมตัว ผมก้มตัวลง เราทั้งสองใกล้กันมากขึ้น ผมเห็นสังคมมดบนผืนหญ้า แมลงตัวเล็ก ตั๊กแตนกระโดดเหมือนไม่รู้จักเหนื่อย แล้วผมก็เจอ เจอโดยไม่ต้องหา ..ความสุข..  
    September 05

    วันหนึ่ง กับฟ้าฝนตรงหน้า

    สดับเสียงฝนหล่นฉับพลัน
    ดินยิ้มรับเมล็ดน้ฉ่ำชุ่ม
    เมฆเบาลอยหลังปล่อยหยาดฝนปลิว
    เขียวทิวเขาเขียวเลือนกลางฝน 
     
    ยังเทมาไม่หยุดสาย
    พรายพร่างร่วงลงร่างรวง
    ยิ้มแต้มบนหน้าพรางโคลน
    ฝนหล่นล่วงชุ่มชื่นใจ
     
    ไม้เคยตัดไว้แตกยอดอ่อน
    เขียวใสสะท้อนบนเม็ดฝน
    หลากชีวิตละวางการดิ้นรน
    หยุดสดับรับเสียงฝนพรมพร่างพราย
     
    September 04

    เงียบ

    เงียบ...มิใช่ไร้สำเนียงขับขาน
    เสียงของฤดูกาลก็เต็มไปด้วยความเงียบ
    ใบไม้ปลิดปลิวย่อมส่งเสียงหากแต่เงียบกว่าจะสดับ
    เสียงของฝนหล่นกระทบแผ่นผืนดินสงัดทว่าชัดเจน
    เสียงของหัวใจใช่ดังตู๊บตั๊บขับขาน
    แต่เงียบเชียบทว่าเป็นสัมผัสชีวิต
    ลมหายใจแผ่วเบาเบาจนเกือบไร้สำเนียง
    ย่อมเป็นความเงียบเพราะเจ้าของเสียงนั้นเอง
    กบกระโดดลงในบ่อน้ำ
    พระเซนมิได้สดับหากแต่เกิดปัญญาญาณตระหนักรู้
    เราล้วนอยู่ในความเงียบได้เท่าที่อยากจะอยู่
    และความเงียบหาใช่ไร้ซึ่งสำเนียงสะเนาะของดนตรีกาลไม่
    ดนตรีที่ดีพอย่อมแฝงไว้ซึ่งความเงียบและนำพาซึ่งความสงบ
    สำเนียงเสียงล้วนเหลวไหลไม่จริงจัง
    ความเงียบจึงจีรังท่ามกลางสำเนียง 
    September 03

    ระหว่างเรา ระหว่างทาง ระหว่างใจ

    ต่อไปนี้เป็นบทสนทนาของใครบางคน ในคืนเดือนหงาย ที่ดาวหายเพราะแสงจันทร์กลืนกลบ ณ ที่แห่งหนึ่ง ที่เป็นที่เชื่อต่อระหว่าง คำว่า กรุงเทพ กับ ต่างจังหวัด รังสิต
     
    หนุ่มต่างจังหวัด : ...
    สาวกรุงเทพ      : อ้าว จะมายืนบื้ออะไร นัดมามีอะไรก็รีบว่ามา คืนค่ำจันทร์หงาย ชั้นควรจะดูเค้าถ่ายทอดนางสาวไทยอยู่ที่คอนโด
    หนุ่มต่างจังหวัด : เอ็งจะขาดซักปีไม่ได้เหรอ ไอ้นางงามเนี่ย ไอ้สวยงามเนี่ยมันจีรังเหรอวะ
    สาวกรุงเทพ      : เออ ตอนนี้มันไม่จีรังหรอก แต่สักวันหมอก็จะเก่งพอจะทำให้นางงามเป็นนางงามไปตลอด
    หนุ่งต่างจังหวัด : แล้วมันดียังไงวะ เอ็งอาจจะสวย แต่สักวันเอ็งก็จะตาย แล้วเอ็งจะสวยอะไรนักหนาวะ
    สาวกรุงเทพ      : เอ้า ไอ้นี่ แล้วมายุ่งเรื่องของชั้นทำมายฟะ ถึงต้องตายก็ตายแบบสวยๆ โว้ย 
    หนุ่มต่างจังหวัด : เออๆ ก็ขอให้แกสมหวังก็แล้วกัน
    สาวกรุงเทพ      : แล้วนี่ตกลงจะพูดได้หรือยังวะ ไอ้ที่นัดมา
    หนุ่มต่างจังหวัด : เอ่อ..อือ...อืม.........................
    สาวกรุงเทพ      : วะ ไอ้นี่ ไม่พูดกลับบ้านนะโว้ย
    หนุ่มต่างจังหวัด : เออ ข้ารักรักเอ็ง
    สาวกรุงเทพ       : ....... (ความเงียบเข้าครอบคลุม บรรยากาศตอนนี้ไม่รู้ว่าเมฆฝนลอยผ่านมาเมื่อไหร่ บดบังแสงจันทร์นวลเสียสิ้นไป)
    หนุ่มต่างจังหวัด : ........ เออๆ แกว่ามาเลย ไม่ต้องเงียบ เอาไงก็ว่ามา ข้าก็แค่อยากบอก แต่ข้าเองก็รู้ผลอยู่แล้ว ก่อนมาก็ไปเสี่ยงทายผีปู่ตามา ก็พอรู้
    สาวกรุงเทพ      : ... (รู้แล้วถามทำไมวะ เรียกมาซะชายแดนกรุงเทพ ไม่ได้มีอะไรเลย แค่คำพูดสามคำ แถมยังงมงายกับเรื่องผีสางอีก)
    หนุ่มต่างจังหวัด : เออๆ งั้นเดี๋ยวไปส่งแกแล้วกัน ไปเรียกรถ
    สาวกรุงเทพ      : ไม่ต้องอ่ะ กลับไปเถอะ
    หนุ่มต่างจังหวัด : ........
     
    ไม่รู้วันนั้นเป็นยังไง หนุ่มสาวแยกกันที่พรมแดนรอยต่อ ขณะที่ผู้หญิงไม่ได้ก้าวข้ามเขตเมือง ไอ้หนุ่มเองก็ไม่ได้ก้าวเข้าไป ต่างคนต่างยืนอยู่ห่างกันก้าวเดียว แต่ยืนกันคนละจังหวัด ดวงจันทร์สดสวยในคืนนั้นสุดท้าย เมฆครึ้มก็พาฝนเทลงมาท่วมท้น ท่วมล้นไปถึงในหัวใจไอ้หนุ่มบ้านนอก และแปลกกว่าแปลก ฝนตกมาถึงแค่ต่างจังหวัด ระยะห่างก้าวเดียวฝนกลับไม่ตกในเขตกรุงเทพ แทกซี่คล้อยหลังไปนานแล้ว ไอ้หนุ่มยังยืนตากฝน แค่ก้าวเดียวก็จะพ้นฝน แค่ก้าวเดียวก็จะเข้าเมือง แค่ก้าวเดียว........