Perfil de idh0mnia vincit Amor : et n...FotosBlogListasMás ![]() | Ayuda |
|
|
22 diciembre อื่นๆ อีกมากมายเส้นหลายเส้นเป็นเส้นสาย
ลายต่อลายเป็นลวดลาย
คนกับคนเกิดความสัมพันธ์
เธอๆ ฉันๆ และคนอื่นๆ (อีกมากมาย) 21 diciembre ในตู้หนึ่งของรถไฟขบวนหนึ่ง(บันทึกระหว่างการเดินทาง)
19 diciembre ดวงดาว ภูเขา ป่า ฉัน และเธอบันทึกเรื่องราวในห้องเล็ก วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2550 ห้องบัวตอง, ยูนิเซิฟ มช.
วันจันทร์ที่ผ่านมา การเดินทางเนิ่นนานในต่างแดนทำให้เหน็ดเหนื่อยเกินกว่าจะเดินทางรวดเดียวถึงมหานครกรุงเทพ ผมจึงตัดสินใจหยุดตัวเองให้เคลื่อที่ช้าลงที่เชียงใหม่เป้นการปรับตัวกับความเป้นเมืองไปในตัว แต่จังหวะเวลาช่างพอเหมาะพอเจาะ เมื่อทราบข่าวว่ากลุ่มภาคีคนฮักเจียงใหม่ ได้จัดการเสวนาเกี่ยวกับการสร้างหอดูดาวบนดอยอินทนนนท์ เนื่องจากเวลาที่มีอยู่เหลือที่จะฆ่ามันให้หมด ผมจึงโยกย้ายร่างกายไปนั่งฟังเสวนาในครั้งนี้กับเขาด้วย บรรยากาศยามบ่ายของเมืองเชียงใหม่ช่างเป็นใจให้หาที่หลบมุม เพราะแดดร้อนแรงแม้อยู่ในช่วงฤดูหนาวนั้นทำให้ผิวบางๆ เริ่มมีอาการแสบคันขึ้นมาบ้างแล้ว ห้องเล็กๆ ชื่อบัวตอง ไม่มีสีเหลืองเช่นสีดอกไม้สวยที่เป็นวัชพืชที่คนนนิยมมากที่สุด ห้องนั้นนิ่งงันในยามบ่ายต้นๆ คนยังคงไม่หนาตา ที่นั่งท้ายสุดของห้องคงเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับคนนนอกวงอย่างผม ไม่นานนาทีต่อมาคนเริ่มทยอยเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ จนผมเป็นคนในวงไปเสียแล้ว ด้วยโดนโอบล้อมอย่างอุ่นหนาฝาคั่งจากผู้คนหลากหลายอาชีพ การเสวนาครั้งนี้คงจะออกรสสนุก เมื่อผมกวดตาดูรายชื่อผู้เข้าร่วม พอพบชื่อที่คุ้นตาคุ้นหู ทั้ง นายแพทย์นักอนุรักษ์ แห่งชมรมอนุรักษ์นกล้านนา หมอหม่องนั่นเอง กวาดมองป้ายชื่อข้างเคียง ก็พบกับชื่อของอาจารย์อุทิศ กุฏอินทร์ อดีตคณะบดี คณะวนศาสตร์เกษตรศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีผู้อำนวยการผู้ดำเนินงานด้านดาราศาสตร์ อาจารย์บุญรักษา จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์จากคณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม จากเทคโนตีนดอยเยื้อกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขออภัยหากนามและนามสกุลบางรายการอาจจะผิดพลาดและตกหล่น สุดท้ายเป็นพิธีกรที่มากจากสายเอ็นจีโอ ผู้ที่คุ้นเคยกับผมเป็นอย่างดี แค่ชื่อยังไม่เจอตัวผมก็แทบอดใจไม่ไหวแล้ว และแล้วก็ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย พิธีกรได้เปิดรายการรวมถึงบรรยายภูมิหลัง หน้าที่การงานคร่าวๆ ของผู้ร่วมเสวนาในครั้งนี้ ไล่เลียงเป็นลำดับไป เมื่อพิธีการผ่านไป ไสดล์เรื่องดอยอินทนนท์ก็ถูกฉายโดยมีเสียงของคุณหหมอหม่องบรรยายควบคู่ไปด้วย หมอหม่องฉายให้เห็นภาพดอยอินทนนท์สมัยเมื่อสิบยี่สิบปีผ่านมา ภาพความชุ่มฉ่ำอุดมสมบูรณืนั้นได้ไล่เรียงเข้ามาสู่สายตาของผม การมีโอกาสไปเยือนมาบ้างแล้วหลายครั้งทำให้ภาพเหล่านั้นสะกิดเตือนความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับดอยอินทนนท์ขึ้นมา หลายๆ คนคงรู้แล้วว่า ดอยดินทนนท์เป็นภูดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย สูงกว่าดอยหลวงเชียงดาว ดอยผ้าห่มปก ภาพความอุดมสมบูรณ์ค่อยทยอยผ่านไป ภาพเปรียบเทียบในปัจจุบันค่อยๆ ทยอยเข้ามาแทนที่ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติบนดอยดินทนนท์ทั้งจากการท่องเที่ยว และสาเหตุอื่นๆ ล้วนถูกนำเสนอขึ้นมาปรากฎแก่สายตาผู้ชม ไม่น่าเชื่อก็คงต้องเชื่อ เมื่อรูปภาพอดีตและปัจจุบันได้ถูกนำมาเปรียบเทียบกัน ผมจึงมราบได้ว่า การที่ผมไปเยี่ยมเยือนดออินทนนท์นั้นช่างต่างจากการที่คุณหมอและเพื่อนพ้องในแวดวงได้เดินทางเทียวขึ้นลงอยู่บ่อยครั้ง ผมแม้จะหลงรักในดอยสูงลูกนี้แต่สภาพความเปลี่ยนแปลงนี้ก็ไม่ได้ปรากฎแก่สายตาหรือความทรงจำ ผมคงเหมือนหลายๆ คนที่เดินทางไปเพื่อเที่ยวชมทำให้ภาพเบื้อหน้านั้นมีความเป็นปัจจุบัน และสร้างภาพให้เรารับรู้ว่านี่คือสิ่งที่ดอยอินทนนท์เป็นอยู่ทั้งในอดีตและปัจจุบัน แต่ถ้าคนที่ขึ้นไปบ่อยๆ ย่อมมองภาพนี้ได้ชัดเจนเพราะอยู่ในระหว่างช่วงเวลาที่ดอยดินทนนท์เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ภาพรถมากมายมหาศาลที่ทยอยปักหัวเข้าซองจำเป็นตามไหล่เขานั้น ทำให้ผมและคนอื่นๆ ตระหนักได้เลยถึงปริมาณที่มากเกินพอของผู้ที่อยากเห็นอยากสัมผัสดอยสูงดอยนี้ รถติดบนดอยไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนที่เห็นจนเจนตาในช่วงเทศกาล จากการประมวลภาพต่างๆ ผมตระหนักถึงปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่ง นั่นคือ ปัญหาเรื่องการท่องเที่ยว กระแสที่รุนแรง ความนิยมแบบล้นหลามนั้นน่ากลัว จริงอยู่ที่ใครและใครอาจจะคิดว่าขึ้นไปอยู่บนนั้นเป็นเวลาไม่นานก็ตาม แต่สมมติว่าคนทุกคนที่ขึ้นไปใช้เวลาแค่คนละหนึ่งชั่วโมงบนดอย วันนึงในช่วงเทศกาลมีคนขึ้นเป็นหมื่นคน อาจจะขึ้นในเวลาเดียวกันหรือเหลื่อมเวลากัน รวมออกมาก็เป็นเวลาที่มากโขพอสมควร นี่ไม่นับรวมคนที่ค้างอยู่บนดอย ถ้าอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกนับอายุการใช้งานจากจำนวนครั้งของผู้ใช้ ผมไม่แน่ใจว่าดอยอินทนนท์จะต้องมีครั้งการใช้งานเท่าไหร่ถึงจะพอ นอกจากภาพต่างๆ คุณหมอหม่องยังอธิบายถึงพืชพรรณและสิ่งมีชีวิตที่มีความสำคัญบนดอย ที่ยืนยันได้ว่าดอยสูงที่เปราะบางมีสิ่งมีชีวิตหลายสิ่งที่ไม่พบเจอในที่อื่นๆ ของโลก และในประเทศไทย มีความเฉพาะพื้นที่สูงและพร้อมที่จะสูญเสียได้ตลอดเวลา นับเป็นคุณค่าของพื้นที่ที่สำคัญยิ่ง นอกจากคุณค่าด้านชีววิทยาคุณค่าทางด้านจิตใจก็ไม่แพ้กัน ผู้ดำเนินรายการที่กล่าวถึงตอนต้น เป็นชาวปาเกอะญอโดยกำเนิด ได้กล่าวเสริมคุณหมอว่า เมื่อครั้งยังเด็กเขาได้เดินทางมาหาญาติที่เป็นปกาเกอะญอที่อาศัยในเขตดอยอินทนนท์ ญาติมักพูดถึงความศักสิทธิ์ของน้ำในบริเวณอ่างกาเสมอๆ ว่า สามารถรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยได้ชะงัดนัก แต่ตอนนี้น้ำในหลายจุดของอ่างกาได้แห้งขอดไปเสียแล้ว คุณค่าเชิงจิตใจนั้นนอกจากมีในกลุ่มชนเผ่าชาติพันธุ์กลุ่มย่อยแล้ว ในสำนึกของชาวเชียงใหม่ต่างระลึกอยู่ว่าบนดอยอินทนนท์บริเวณอ่างกานั้นเป็นที่ประดิษฐานของสถูปที่บรรจุอัฐิธาตุของเจ้าครองนครเชียงใหม่องค์ที่เจ็ดด้วย นั่นยิ่งย้ำความสำคัญในคุณค่าของดอยอินทนนทืให้ชัดเจน ภาพสุดท้ายหมอหม่องนำเสนอภาพคนป่วยนอนอยู่บนเตียงในห้องไอซียู อาการโคม่ามีสายยางท่อต่างๆ ห้อยระโยงระยางเต็มไปหมด และบอกว่า นี่คือ สภาพของดอยอินทนนท์ในปัจุบัน คนในห้องเสวนานั้นถึงกับอึ้งเงียบ เพราะหากจะมองว่าภูเขาใหญ่ลูกหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร คงไม่ชัดเท่ากับการมองแบบมีสิ่งเปรียบเทียบ การไล่เรียงลำดับของผู้พูดในวันั้นไล่เรียงไปเรื่อยๆ จากหมอหม่องสู่อาจารย์บุญรักษาผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสร้างหอดูดาวโดยตรง ได้กล่าวถึงความสำคัญของหอดูดาวในเชิงการผลิตนักวิจัยทางด้านนี้ และการส่งเสริมให้เกิดงานวิจัยที่มีคุณภาพ นั่นเป็นเรื่องที่ดีมากๆ สำหรับความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย และหากเรามีหอดูดาวด้วยเสปคที่กำหนด หอของเราจะมีความใหญ่โตเป็นลำดับที่เทียบเคียงกับจีนซึ่งอยู่ในอันดับหนึ่งของโลกในเรื่องความใหญ่โต ณ ภาวะการณ์ปัจจุบัน นอกจากนี้เรายังจะสามารถเชื่อมร้อยเด็กๆ และเยาวชนให้หันมาสนใจการดูดาวและนั่นอาจจะส่งผลไปสู่การรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย เพราะดาวเองก็มีความผูกสัมพันธ์กับธรรมชาติอยู่มากโข ซึ่งอาจารย์บุญรักษาเองก็มีความตั้งใจในเรื่องนี้อย่างมาก ผมเองก็ได้มองเห็นประโยชน์ของการดูดาวจากการฟังท่านบรรยาย คนต่อมาคือ อาจารย์อุทิศ ซึ่งได้กล่าวถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติบนดอยอินทนนท์ รวมถึงนำเสนอทางเลือกของการเลือกทำเลในการตั้งหอดูดาวแห่งใหม่ที่ไม่ใช่ดอยอินทนนท์ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกฎหมายป่าไม้และการหลีกเลี่ยงกฎในกรณีที่ต้องสร้างอาคารหรือสิ่งก่อสร้างขึ้นในพื้นที่ป่า นั่นทำให่ผมเศร้าอยู่บ้างเมื่อได้ฟังความจริงบางด้านของกฎหมาย แม้ว่าจะไม่เข้าใจมันอย่างถ่องแท้ก็ตาม อาจารย์จากดทคโนตีนดอยเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เข้าร่วมวงด้วย และเป็นสายแปลกแยกออกไป นั่นคือ ท่านเป็นอาจารย์สอนเกี่ยวกับวิชาสถาปัตยกรรม ซึ่งดูเหมือนจะห่างไกลหัวข้อที่สนทนาเหลือเกิน แต่ผมเองก็นึกได้ว่า หอดูดาวเองก็นับว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ต้องอาศัยหลักสถาปัตยกรรมเข้ามาประกอบ ฉะนั้นแล้วความรู้ขอศาสตร์นี้เองก็สามารถเป็นส่นหนึ่งของการนำไปใช้ในเรื่องนี้อย่างที่มีความสำคัญไม่ด้อยไปกว่าศาสตร์ใดๆ ท่านได้ลองคิดเรื่องความเหมาะสมรวมถึงหาทางออกสำหรับการย้ายที่สร้างหอดูดาวไปสู่ที่อื่น และหลังจากบรรยายจบกันครบถ้วนเป็นการอภิปรายแบบเปิดกว้างให้ผู้ฟังมีส่วนร่วม ซึ่งความคิดเห็นหลากหลายได้ทยอยหลั่งไหลออกมา ซึ่งส่วนมามาจากสายตา ทัศนคติ และพื้นฐานของแต่ละคน ซึ่งทั้งหมด มีทั้งเห็นด้วยกับการสร้างหอดูดาวในบริเวณนั้น และแน่นอนมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยเช่นกัน การอภิปรายยิ่งเปิดกว้างยิ่งดุเดือดชวนเลือดพล่าน ทว่าในเสียงสูงต่ำเหล่านี้อย่างน้อยๆ บางเสียงซึ่งอาจจะทำให้ใครบางคนชักสีหน้าไม่พอใจ หรือชักรอยยยิ้มเห็นด้วยให้ปรากฎออกมาก็ตาม ความสำคัญอยู่ที่ว่า ทุกคนถกกันถึงเรื่องที่ตนเองเชื่อ บนพื้นฐานของการเป็นผู้พูดและผู้ฟังที่เคารพกติกา วันนั้นผมพยายามอย่างยิ่งที่จะวางตัวเป็นแค่ผู้เดินทางผ่านมา อาศัยกาแฟกิน นั่งต่กแอร์ไป แต่เรื่องที่ได้รู้ ความตั้งใจของทุกคนที่อยากจะทำในสิ่งที่ตนเองเชื่อว่าดีที่สุดนั้น ทำเอาผมใจจดใจจ่อกับการถกปัญหาอย่างลืมตัว(แต่ไม่ลืมกินกาแฟและขนม) สุดท้ายกระบวนการสร้างหอดูดาวบริเวณใกล้อ่างกายังต้องคุยกันอีกหลายรอบแน่นอน และโครงการเองก็ยังไม่ผ่านการทำประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม การนั่งคุยทำความเข้าใจเหล่านี้คงปรากฎอยู่เรื่อยๆ อีกสักระยะจนกว่าจะได้สิ่งที่นำความพอใจมาสู่ทุกฝ่าย หลังจากบ่ายนั้นค่ำคืนผมนั่งรถกลับบ้านเห็นทั้งดาว ภูเขา และป่าข้างทาง ทุกอย่างในเงามืดดูไม่มีอะไรด้อยไปกว่าอะไร และอยู่อย่างกลมกลืนในความเป็นตัวเอง หวนนึกถึงการประชุมเสวนาอีกครั้งผมอยากให้ทุกกรณีที่มีปัญหามีการจัดเวทีเช่นนี้อย่างตั้งใจ จริงใจ เพราะอย่างน้อยๆ เราทุกคนเองก็เป็นส่วนประกอบในนั้น เพราะเรายืนอยู่ใกล้ภูเขา ติดชิดป่าไม้และใต้ดวงดาว ที่สำคัญเรามีส่วนรับรู้และรับผิดชอบต่อการที่เผ่าพันธุ์ของเรากระทำต่อโลก ซึ่งเราเรียกว่า โลกของเรา
19 noviembre เกี่ยวเจ้าทุ่งเจ้าท่า เจ้าป่าเจ้าเขา
หน้าหนาวย้อนเข้ามาเยือน
ทุ่งทองทาบทับประดับดิน
ถึงเวลาร้องเพลงเกี่ยว
นั่นอ้ายเสี่ยวบ้านเหนือ
มาเรือถือเคียวรอลงแขก
โน่นไอ้หนคนบ้านใต้ จอดควายใต้ต้นมะขาม
นี่แม่รื่นขวัญใจอ้ายชมคุยขรมเรื่องเตรียมอาหาร
นานี้วันนี้ นาโน้นวันหน้า
ผลัดเปลี่ยนไปมาเอามื้อเอาแรง
สองแขนเจ้าเท่านั้นออกแรงควั่นเกี่ยว
เรียวแขนบางเจ้าย่างกระฉับกระเฉง
ทุ่งทองหน้านี้เป็นชีวีของเรา
ขอบคุณเจ้าเขา เจ้าทุ่งท่านาดอน
รอเถิดอีกสักนิดนึงก่อน
ข้าจะแต่งต่อนเนื้อผักถวาย
แต่คืนนี้เดือนหงายจะร้องรำกำเคียว
เกี่ยวเถิดนะแม่เกี่ยว อย่ามัวเหลียวเอี้ยวชะเง้อ
ไอ้หนุ่มหน้าเซ่อดันมองไม่เห็น
ว่าสาวหน้าเป็นเจ้าช้อนตาชายมา
รื่นเริงรักร้องเพื่อนพ้องชาวนา
ค่ำนี้คืนนี้หนาสีทองยังทาบทาผืนดิน |
|
|