idh 的个人资料0mnia vincit Amor : et n...照片日志列表更多 工具 帮助

日志


10月29日

กาลครั้งหนึ่งที่ยังมาไม่ถึง

กาลครั้งหนึ่งที่ยังมาไม่ถึง

 

กาลครั้งหนึ่งที่ยังมาไม่ถึง ในเมืองหนึ่งที่พิลึกพิลั่นและประหลาดล้ำ เมืองที่ต้นไม้กลายเป็นสีอื่นๆ ที่ไม่ใช่สีเขียว ทั้ง ดำ ม่วง แดง ส้ม ฟ้า หลากสีหลายสรรค์ ที่ประหลาดกว่านั้นแต่ไม่แปลกก็แค่ไม่มีสีเขียว ในเมืองเมืองนั้นยังมีพระราชาองค์เดียวและพระราชินีองค์เดียว ที่เมืองอื่นๆ เคยมี พระราชาสวมเสื้อแปลกประหลาด พระราชินีเองก็เช่นกัน ยิ่งกว่านั้นที่ประชาชนก็แต่งกายประหลาดเหลือไม่แตกต่างกัน แต่ไม่มีใครสักคนใส่เสื้อที่มีแขน และใส่กางเกงที่มีขา เสื้อผ้าล้วนแต่ดูพิกลพิการ แต่ผู้คนนั้นสมบูรณ์ ทุกอย่างยังครบถ้วนทั้งหู ตา จมูก ปาก และอวัยวะอื่นๆ ต่างก็ไม่ต่างจากที่คนในกาลครั้งหนึ่งนานมาเคยเป็นและเคยมีอยู่ ในเมืองหลากสีร้อยแสง พระอาทิตย์ขึ้นในทิศทางที่ใครก็ตามอยากจะให้ขึ้น และพระจันทร์เองก็ทั้งเต็มดวงและเว้าแหว่งเป็นเสี้ยวสวยเท่าที่ใครและใครอยากจะให้เป็น ทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองเหมือนจะเป็นอย่างไรก็ได้ที่ผู้คนต้องการ เพียงใครนึกคิดอย่างไรสิ่งนั้นก็ดูจะเป็นไปอย่างนึกคิด ผู้คนล้วนสนุกสนานเพราะไม่มีใครชอบความทุกข์ แม้จะช่วงเวลาไหน ไม่ว่าครั้งหนึ่งนานมาหรือครั้งไหนก็ตามที่ยังไม่มาถึง วันและคืนดูจะสับสนแต่ก็มีความสุข จนกระทั่งกาลครั้งหนึ่งที่ยังมาไม่ถึงนั้นมาถึงแล้ว...

                วันดีคืนดีที่มาถึง ต้นไม้กลายกลับเป็นสีน้ำตาล ใบนั้นก็เปลี่ยนไปเป็นสีเขียว อยู่ๆ เสื้อก็มีแขนงอกออกมาสั้นบ้างยาวบ้างตามฤดูกาล กางเกงก็เป็นเช่นเดียวกัน พระอาทิตย์ของเช้าวันนั้นโผล่มาทางทิศตะวันออก และตกลงในทิศตะวันตก เด็กๆ พากันสงสัย ผู้ใหญ่ต่างตั้งคำถาม พระราชาและพระราชินียังอดสงสัยไม่ได้ เมื่อความมืดที่ไม่เคยครอบคลุมทั้งนภาแผ่เข้ามาคลุมเมืองทั้งเมืองเอาไว้ ดวงจันทร์เสี้ยวโผล่ออกมาในเวลาไล่เรี่ยกับดวงดารา เด็กๆ พากันนั่งมอง ผู้ใหญ่ลองหลับตาแล้วลืม ภาพข้างหน้าไม่เหมือนกับความฝัน เพียงเป็นภาพที่ไม่เคยเห็น สรรพสีแปรเปลี่ยนหายไป ความธรรมดาของสีสรรค์กลับเปลี่ยนไปเมื่อวันนั้นมาถึง เด็กๆ งุนงง ผู้ใหญ่ต่างสงสัย อาจจะไม่ตระหนกตกใจ แต่แปลกประหลาดในหัวใจกับสิ่งเหล่านั้น เข้าของอีกวันยังคงเป็นเช่นวันวาน ไม่กลับไปเป็นอย่างเดิม จนกระทั่งอาทิตย์นึงผ่านพ้น สัปดาห์นึงผ่านไป และเดือนปีก็วิ่งไวเกินกว่าจะตามทัน คำถามน้อยลง ความสงสัยหายไป ทุกคนยังร่าเริงบ้าง แต่ไม่ทุกวัน ทุกสิ่งเคยชินแต่ไม่ได้หมายความว่าจะเหมือนเดิม ไม่มีใครในเมืองแม้กระทั่พระราชาและพระราชินีที่ทำทุกอย่างได้อย่างใจปรารถนาเช่นเคย เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นทิศตะวันออก ทุกคนต่างลุกขึ้นจากหลับไหล พาตัวออกไปภายนอก ไปทำโน่นทำนี่ และเมื่อท้องฟ้าถูกคลุมครอบด้วยสีดำ ทุกร่างก็เอนลงหลับไหล บ้างฝันถึงวันหลากสี บ้างฝันดี บ้างฝันร้าย แต่หลายปีผ่านไปสีสันยังไม่ทันกลับ

                พระราชานิ่งนึกตรึกตรองหาวิธีการ พระราชินีช่วยคิดใคร่ครวญ ยังหาเหตุผลไม่เจอและหาวิธีแก้ไม่ได้ วันนึงพระราชาเรียกขาน ป่าวร้องก้องเมือง ให้ทุกคนมารวมกันใต้ต้นไม้ที่ลำต้นสีน้ำตาลและใบสีเขียว พร้อมประกาศก้องร้องออกไปให้ทุกคนรู้ ใครก็ตามพาแสงสีของกาลครั้งหนึ่งที่ยังมาไม่ถึงกลับมาได้แล้วไซร้จะตบรางวัลเป็นอย่างงาม ปวงประชาหาอยากได้รางวัลไม่ แต่กลับเสนอตัวตามหากันมากมาย ด้วยสงสัยว่าทุกอย่างเกิดขึ้นได้อย่างไร ว่าแล้วทุกคนก็กลับไปจัดแจงแต่งกาย เตรียมเดินทางค้นหาสีสันในวันที่ยังมาไม่ถึง

                ไปแล้วกลับ ไปแล้วกลับ ผ่านวันเดือนปี ยังไม่มีผู้ใดหาเจอ นิดนึงก็หาไม่เจอ จนกระทั่งครั้งนึงที่ยังมาไม่ถึงได้หวนกลับมา ในวันนั้นทุกคนกลับย้อนจากผู้ให่เป็นเด็ก จากเด็กโตเป็นเด็กเล็ก เช้าวันนั้นทุกคนพลันพบว่าต้นไม้หลากสีสรรค์ร้อยพันมากมาย ใบไม้ยิ่งประกอบด้วยสรรพสีมากมายเกินจะนับ ดวงจันทร์ขึ้นมาพร้อมๆ กับพระอาทิตย์กลมโต วันวานหรือวันใหม่กันแน่ที่กลับมาหรือจากไป น่าสงสัยเหลือเกิน แต่ไม่มีใครสงสัย ใครต่อใครก็เป็นเด็ก เล่นสนุกกันทั้งวันคืน นึกสิ่งใดก็กลายเป็นสิ่งนั้น บางคนลอยอยู่บนนภาอย่างนก วันแห่งความร่างเริงกลับมาแล้ว วันที่เด็กยังคงเป็นเด็ก แต่ผู้ใหญ่กลับย้อนมาเป็นเด็ก เสียงหัวเราะดังสนั่นหวั่นไหว ดังเรื่อยๆ ทุกวัน จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน หลายๆ เดือนก็เป็นปี หลายๆ ปี ก็เป็นหลายๆ ปี จนวันนั้นวันที่ยังมาไม่ถึงย้อนกลับมาในวันหนึ่ง

9月10日

อัศวินม้าก้านกล้วย

ม้าก้านกล้วยขยับดังกุบกับ
ขบวนเด็กวิ่งไล่จับแบ่งข้าง
ครั้งนี้ข้าบ้างขอเป็นพระเอก
อัศวินม้าก้านกล้วย...
 
ถึงเวลาให้ม้าและคนหยุดพัก
เจ้าตั๊กตัวโตป่ายปีนขึ้นต้นมะม่วง
เจ้าด้วงตัวเล็กเข้าดงเล็บแมว
แล้วพระเอกผู้ร้ายก็ถึงเวลากิน
 
ของเล่นเรามีเต็มสวน
ของกินเรางอกจากดินทุ่ง
เรายุ่งอยู่ข้างนอกทั้งวัน
เราต่างสุขสันต์สบายใจ
 
เมื่อเข้าเมืองเรื่องวุ่นวิ่งเข้าหา
ไม่มีม้าก้านกล้วยให้ควบขับ
ไม่มีใครคอยตะโกนวิ่งไล่จับ
ไม่มีที่ให้เราขยับเหมือนท้องนา
 
เพื่อนใหม่ของเราต่างวุ่นวาย
กับเกมส์ในจอสีสดใส
เกมอัศวินขี่ม้าขาวห้าวเหลือใจ
เข่นฆ่าผู้ร้ายเลือดเป็นทาง
 
ข้าไม่อยากฆ่าดอกผู้ร้าย
ก็อ้ายตั๊กมันเป็นเป็นเพื่อนฉัน
ผลัดกันดีกันร้ายดูแลกัน
วันไหนไม่เจอกันเหงาหัวใจ
 
อยากกลับบ้านวิ่งเล่นบนท้องทุ่ง
เข้าบุ่งทามหาอาหาร
เข้าป่ากล้วยช่วยพ่อปลูกไม้งาม
เอาไว้ยามอยากควบขี่ได้สมใจ
 
จะชวนเพื่อนชวนพ้องร้องประกาศ
จับฉลากแบ่งข้างสร้างป้อมเมือง
ให้รุ่งเรืองเฟื่องฟูอยู่ข้างกัน
ทั้งเมืองเอ็งเมืองข้าไม่ฆ่ากัน
พักกลางวันนอนให้เพลินใต้ใบตอง
 
9月8日

นา..ตาและยาย

อากาศเช้าเย็นกาย
ตายายคอนหาบ
นาไกลพักนั่งบนศาลา
ท้องทุ่งใกล้ตางามจับจิต
เขียวรวงข้าวหลังฝน
ควันขาวพวยพุ่งจากเถียงนาน้อย
ยายตาคล้อยนึกถึงความหลัง 
9月7日

ความสุข

หลายๆ เช้าที่เปลือกตาเปิด ความวุ่นวายพวยพุ่งออกมาจากสิ่งรอบๆ ข้าง ในเมืองที่ผู้เบียดเสียดอัดแน่น ผมมักเคยคิดอยู่เสมอว่าเราจะมีความสุขได้ยังไงในเมืองนี้ แล้วผมก็เริ่มไขว่คว้าหามัน ความสุข ผมเดินอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่ผู้คนมากหน้าหลากตา สีสันลานตาจากห้างร้าน รอยยิ้มบนใบหน้า ความสุขน่าจะอยู่ตรงนี้ อากาศเย็นสบายเหมือนหน้าหนาว ขอเพียงไม่เปิดประตูออกสู่ข้างนอก เสียงเพลงดังวุ่นวาย ทำไมยังวุ่นวาย อีกครั้งเมื่อพบตัวเองอยู่ในสวนสาธารณะต้นไ้ม้สีเขียว ดอกไม้จากต่างประเทศอวดช่อชูดอกกันไสว ผู้คนยังมากมายและดูแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า ทำไมเรายังไม่สุข
 
เช้าวันหนึ่งขณะเดินเข้าสู่ที่ทำงาน เมืองใหญ่ยังงัวเงีย เข็มนาฬิกาบอกเวลาหกโมง ถ้าแถวบ้านผมเสียงของการตื่นของทุกสรรพสิ่งจะดังกว่านี้ อากาศเย็นสบาย ผมลืมนึกไปแล้วว่าหลายๆ วันผมกำลังตามหาความสุข ซอยที่ผู้คนพลุกพล่านไม่แพ้ถนนแต่ซอยนี้กลับตื่นช้า ผมกลับผมเวลาที่เมืองกรุงเงียบแต่ไม่สงัด อาม่าเดืนกระฉับกระเฉง อากงจูงหมาไม่รู้ว่าใครพาใครไปเดินเล่น สนามหญ้าทางผ่านวันนี้ผมกลับได้หยุดยืนมอง ดอกหญ้าเล็กๆ สีสด อยู่ของมันอย่างเจียมตัว ผมก้มตัวลง เราทั้งสองใกล้กันมากขึ้น ผมเห็นสังคมมดบนผืนหญ้า แมลงตัวเล็ก ตั๊กแตนกระโดดเหมือนไม่รู้จักเหนื่อย แล้วผมก็เจอ เจอโดยไม่ต้องหา ..ความสุข..  
9月5日

วันหนึ่ง กับฟ้าฝนตรงหน้า

สดับเสียงฝนหล่นฉับพลัน
ดินยิ้มรับเมล็ดน้ฉ่ำชุ่ม
เมฆเบาลอยหลังปล่อยหยาดฝนปลิว
เขียวทิวเขาเขียวเลือนกลางฝน 
 
ยังเทมาไม่หยุดสาย
พรายพร่างร่วงลงร่างรวง
ยิ้มแต้มบนหน้าพรางโคลน
ฝนหล่นล่วงชุ่มชื่นใจ
 
ไม้เคยตัดไว้แตกยอดอ่อน
เขียวใสสะท้อนบนเม็ดฝน
หลากชีวิตละวางการดิ้นรน
หยุดสดับรับเสียงฝนพรมพร่างพราย
 
8月26日

เช้านี้และสายนั้น

เช้า...ดอกไม้แม่บาน
ต้นไม้พ่อเติบใหญ่
ลูกชายออกจากบ้าน
ตั้งแต่เมื่อวานของปีก่อน
 
น้องชายรอพี่ชาย
น้องสาวบ่นเพรียกหา
เมื่อไหร่พี่ชายจะหวนมา
กลับมาสู่ที่เคยจากไป
 
สาย...ของวันหนึ่ง
พี่ชายที่ซึ่งหายไป
ลูกชายของพ่อแม่
กลับมายืนงอแงที่หน้าบ้าน...
 
7月26日

ไกลตา ไกลใจ

ใกล้ ใกล้ไป เจ้ามองไม่เห็น
ไกล ไกลออกไป ไม่ชัดเจน
ใกล้สายตาแต่ไกลหัวใจ นั่นจึงเป็น
เรื่องของเรื่อง ที่มาของน้ำตา 

หนีร้อน หรือ หนีรัก

มีคนบอกว่า "คนที่มาทะเล ไม่หนีร้อน ก็หนีรัก" ผมพบตัวเองนั่งอยู่บนหาดทรายละเอียด ระยิบแดดในช่วงเวลาโพล้เพล้ต้องตกลงน้ำทะเลทำให้คิดถึงคำที่กล่าวถึงข้างต้น หนีร้อน หรือหนีรัก พงันยังคงสงบงามในยามนั้น ฤดูมรสุมทำให้นักท่องเที่ยวส่วนมากหลบเลี่ยงจากอาการเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายของท้องทะเล ซึ่งความจริงทะเลก็ไม่เคยให้ความแน่นอนแก่ใครสักครั้ง ครั้งนี้ก็เหมือนกัน เมฆฝนตั้งเค้ามาแต่ไกล การเคลื่อนที่ด้วยแรงลมกี่นอตก็ไม่ทราบ แต่จากสายตารับรู้ว่ามันจะพาฝนมาในไม่ช้า แล้วก็จริงและเร็วกว่ากำหนดอย่างมากมาย สายฝนเริ่มโปรยปรายละอองลงมาแล้ว ผมยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ทว่าอนุภาคทรายรอบก้นเริ่มกร่อนหายไปเพราะหยาดน้ำฟ้าเหล่านั้น ดีจริง แม่เสียดายแสงพราพร่างสะท้อนน้ำอยู่ก็ตม แต่ฝนก็ทำให้ผมร้องไห้โดยมีข้ออ้างกับตัวเอง...
 
หลังเดินออกจากโรงภาพยนตร์ชั้นสองประเภทฉายควบสองเรื่อง ระบบหมุนวนไม่มีจบ วันนั้นผมได้ดูหนังท้ายเรื่องภาพยนตร์สยองขวัญจากนิยายขายดีที่ฝรั่งเขียน เพียงฉากใกล้จบไม่กี่ฉากก็สร้างความสยองพองเกล้าให้มากมาย เรื่องต่อมาผ่อนคลายลงบ้าง "เพื่อนสนิท" คือหนังเรื่องนั้น ผมดูทั้งน้ำตา เพระผมเพิ่งทำหน้าที่เหมือนในหนังมาเมื่อไม่นานนาทีก่อนเข้าโรง มันน่าจะดีถ้าชีวิตจริงไม่เหมือนหนังมากจนเกินไป เพื่อนสาวของผมเพิ่งเดินหายไปกับคนรักของหล่อน ก่อนที่ผมจะแยกออกมา หนังเรื่องนี้ผมดูทั้งน้ำตา เหมือนกันทุกอย่างกับชีวิตจริง ยกเว้นว่าพระเอกหนังหน้าตาดีกว่าผม ซึ่งมันก็แน่นอน เพราะไม่อย่างนั้นคงจะไม่มีใครดู หนังดำเนินไปเรื่อยจนถึงตอนจบของเรื่อง พระเอกมีทางอื่นที่จะไป แต่ตัวผมยังไม่มี พอหนังจบผมไม่กล้านั่งดูต่อ ถึงแม้ว่าอยากจะได้ความคุ้มค่ากับหนังอีกเรื่องก็ตามแต่มันดันเป็นหนังสยองขวัญไปซะนี่ ผมเดินออกจากโรงด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ นึกถึงทะเลขึ้นมาตะหงิดๆ อยากไปทะเล ผมเอ่ยในใจ
 
รถไฟชั้นสามสายใต้ถึงสุราษฎร์เที่ยวนี้แออัดไปด้วยผู้คนมากมาย พลุกพล่านวุ่นวาย เกือบเหมือนในหนังแล้ว ผมคิด สุดท้ายพบตัวเองนั่งอยู่ตรงข้อต่อของขบวนรถไฟ กลิ่เหล็กและเสียงสะท้านแก้วหูทำให้นอนไม่หลับ และนั่นก็ดีมันดูเหม่อลอยอย่างกับพระเอกในหนังที่พึ่งดูเมื่อกลางวัน หญิงสาวกับแฟนหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านตรงข้าม ฟ้ากลางคืนมืดมิด มองไม่เห็นอะไรแต่คนคู่นั้นยังคงชี้ชวนกันดูบรรยากาศภายนอก ทำให้ผมต้องนั่งลองเพ่งสายตาด้วยความตั้งใจออกไปนอกประตู ยังไม่เห็นอยู่ดี แล้วเค้าดูอะไร หรือความรักไม่ได้ทำให้ตาบอดอย่างเดียว แต่ยังสามารถทำให้ตาสว่างมองเห็นทิวทัศน์ยามค่ำคืนได้ แต่ไม่ว่ายังไงที่แน่นอนที่สุดมันทำให้คราบนำตายังติดอยู่บนหางตาข้างซ้ายของผม ถึงปากท่อดึกดื่นอยู่เหมือนกันเพราะรถไฟชั้นสามบ้านเรามีสถิติวิ่งช้าเกือบทีสุดในโลก ผมกับห่อก๋วยเตี๋ยวปากท่อสามห่อ ผมกินมันด้วยความเศร้ากินไปเรื่อยจนสุดท้ายนับได้เจ็ดห่อพอดิบพอดี ไม่ซื้อน้ำ ไม่ต้องกินน้ำตาม เพราะผมกินก๋วยเตี๋วเคล้าน้ำตา เวลาว่างบนรถไฟมีมมากมายเหลือคณานับยิ่งกับบนรถไฟชั้นสามแล้วด้วย อย่านับจะเกิดประโยชน์มากกว่า ผมใช้เวลาที่มีนึกถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนลงท้ายที่ขบวนรถไฟ แปลกมากหรือที่รักเพื่อนสนิท ชื่อมันก็บอกอยู่แล้ว ถ้าไม่ชอบไม่พอใจจะสนิทมั้ย ถ้าสนิทแล้วทำไมรักไม่ได้ คนเรารู้จักกันมาจนเห็นตับไตไส้พุง ลงลึกไปจนถึงบักเตรีในลำไส้ใหญ่ เห็นแล้วยังสนิท เห็นแล้วยังชอบ แล้วจะห้ามไม่ให้รักมันจะห้ามได้หรือ??? ผมกับเพื่อนไปไหนมาไหนด้วยกันมาตลอดตั้งแต่คบกันจนสนิทเราแทบไม่มีเวลาไม่ได้เห็นหน้ากัน ถึงแม้บางเวลาอย่างทำธุระส่วนตัวเราจะไม่เจอกันบ้าง แต่ใครมันจะอยู่ในห้องนำได้เป็นวัน เรายังคงไม่เคยห่างกันอยู่นั่นเอง เราช่วยเหลือกันและกัน บ้างก็ยอมลำบากเป็นเพื่อน และบ้างสบายเป็นเพื่อนกัน ความรู้สึกนี้บ่มเพาะมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าแล้ว วันนึงผมนั่นเองแหละที่เริ่มคิดไปไกลกว่าคำว่าเพื่อน แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งแสดงออก ยิ่งแสดงออก เพื่อนก็ยิ่งห่างไปไกลเรื่อยๆ มันก็คงจะยังทนกันได้อยู่หรอก ถ้าไม่มีใครบางคนเดินเข้ามา มีคนบอกว่าคนที่สนิทกันมากมักรักกันไม่ได้ หากเป็นแต่ก่อนผมคงไม่เชื่อ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ คนที่มาไกลจากไหนไม่รู้ อยู่ๆ เพื่อนก็เปลี่ยนไปสนิทกับเขาแทน เมื่อมากขึ้นๆ เวลาที่เราห่างกันก็มากขึ้น สามคนดูจะมากเกินไปสำหรับการไปไหนมาไหน ผมจึงต้องเดินออกมาบ่อยครั้งจากวงกิจกรรมสำหรับสองคน มาคิดดูมันก็จริงนะ อย่างปิงปองเนี่ยถ้าตีกันสามคนพร้อมกันก็ลำบากเอาเรื่อง ยิ่งถอยก็ยิ่งห่าง ยิ่งห่างก็ยิ่งคิดถึง ยิ่งคิดถึงก็คิดได้ เอาวะ นั่นทำให้ผมเศร้าและต้องเข้าโรงหนัง ก็เพราะคิดได้ว่าต้องบอกว่าชอบมันเพื่อนของผมนั่นแหละ ไม่น่าคิดได้เลย ขณะนั่งคิดไปเรื่อยเปื่อยเฉื่อยแฉะ เสียงไก่จากขบวนข้างๆ ก็ขันดังลั่นมาถึงจุดที่ผมนั่ง เงยหน้าออกไปข้างนอก ฟ้าเริ่มสางแล้ว ตอนนี้ถึงไหนก็ไม่อาจทราบได้ รู้แต่ว่าเริ่มเห็นยอดมะพร้าวเป็นทิว แสงอาทิตย์แสงแรกส่องสวยงาม แต่ทำไมมันยังเศร้าอยู่วะ ผิดกับไอ้คู่ตรงข้ามเราคู่เดิมยังคงมองตากันเยิ้มไม่สนใจสีสันของท้องฟ้า แล้วรถไปก็วิ่งเข้าสู่ชานชลา ผมกับกลิ่นเหล็กรถไฟติดตัวรุนแรงอย่างน่าดีใจ เพราะอย่างน้อยๆ มันก็ช่วยกลบกลิ่นอื่นจากการไม่ได้อาบน้ำมาวันหนึ่งเต็มๆ กาแฟตอนเช้ากับสีเขียวของ้นไม้ที่มีอยู่มากในเมืองสุราษฏร์ เมืองหอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะ ทำให้ความสดชื่นกลับคืนมา แต่ความเสียใจยังคงอยู่ ภาษาใต้ดังวนเวียนรอบตัวไม่คุ้นหู แต่ก็ไม่แปลก อารมณ์อย่างนี้ยังนึกอยากจะฟังอะไร ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมกับเพื่อนสนิทคงนั่งวิเคราะห์สำเนียงเสียงถิ่นกันสนุก แต่วันนี้ดันมาอยู่คนเดียว สุนัขชราเดินมาสะกิดขาขอปาท่องโก๋ เพราะความที่ไม่รู้จะคุยจะสื่อสารกับใคร เราทั้งสองคือผมและสุนัขชราจึงอยู่ในสถานะเดียวกัน เราสนิมสนมกันนานจนปาท่องโก๋หมดถุง มันจึงเดินจากไปแบบไม่เหลือเยื่อไย แต่ก่อนไปยังอุตส่าห์หันมามอง ยังดีที่หมายังมอง อย่างน้อยๆ ก็ไม่ได้จากไปแบบไม่หันกลับอย่างที่เพื่อนผมทำ หลังจากจัดแจงตัวเองเสร็จสรรพ ก็จับรถไปท่าเรือดอนสักแล้วจึงนั่งเรือต่อสู่เกาะพงัน ตั้งแต่สัมผัสแรกของปลายเท้าแตะผืนดินบนเกาะ คำว่า สังสรรค์พระจันทร์เต็มดวงก็มีให้เห็นกันดาษดื่นทั้งป้ายใหญ่ป้ายเล็ก ดูเหมือนคนที่มาที่นี่คงจะชอบมาดูพระจันทร์เต็มดวง แต่แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองเข้าใจผิดอย่างแรง เพราะถัดจากป้ายพระจันทร์เต็มดวง ยังมีป้ายสังสรรค์วันพระจันทร์ครึ่งดวง เสี้ยวดวงก็มี ไปจนถึงคืนเดือนมืด อืม พระจันทร์น่าจะไม่ใช่ประเด็นหลักแล้วล่ะ สังสรรค์ต่างหาก เพราะจากการดูป้ายที่ไล่ตามจันทรคติแล้วพบว่าไม่ว่าพระจันทร์จะเปลี่ยนทรวดทรงอย่างไร คำว่าสังสรรค์ยังห้อยท้ายอยางสำคัญอยู่อย่างนั้น ผมคิดกับพระจันทร์และสังสรรค์ไปเรื่อยจนลืมไปว่าตัวเองกำลังเศร้า ต้องเศร้าสิ เรามาเพื่อเศร้า ผมคอยเตือนตัวเองให้ระลึกถึง และไม่ลืมทิ้งคราบนำตาที่หางตายามได้คิด เมื่อหาที่พีกได้ผมก็เริ่มนั่งบรรเลงความเศร้าที่ริมหาด เช้าจรดเย็น...
 
หนีร้อน หรือหนีรัก วันคืนใหม่เปลี่ยนไป จากคืนสู่วัน จากการสังสรรค์สู่ความเงียบสงบ ผมยังคงนั่งอยู่อย่างนั้น นั่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งแดดเริ่มฉายแสงกล้ามากทุกที เนื้อตัวเริ่มแสบมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ชักไม่แน่ใจแล้วสิว่ามาทะเลจะหนีร้อนได้จริงๆ แม้กระทั่งหนีรักซึ่งเป็นประโยคท้ายก็ยังหนีไม่ได้ ทำไมต้องมาไกลขนาดข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อร้อนและยังคงรัก คิดได้ผมก็บอกลาเกาะเล็กๆ กับสีเขียวครามของน้ำทะเลกลับสู่เมืองที่จากมาแต่แรก พบตัวเองนั่งอยู่หน้าพัดลมหนีร้อน แต่ยังคงหนีรักไม่พ้น เอาเถอะ ยังไงซะก็หนีได้อย่างนึงล่ะ...      
7月24日

สายไหม

ค่ำคืนที่สวยงามมีจันทร์ดวงกลมลอยอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่างบนผืนดิน วัดเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ทามกลางบ้านเรือนหลายหลังที่รายล้อม แต่ในวันนี้กลับดูคึกคัก งานวัด ข้าพเจ้านึกถึงคำๆ นี้ ผู้คนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดีที่สุดของเขา เดินขวักไขว่ไปมา งานอย่างนี้นานทีมีหน ใครต่อใครก็ไม่อยากพลาด แต่ละคนจึงงัดเอาเสื้อผ้าอินเทรนด์ตามแต่ละสมัยที่ตัวเองนิยมขึ้นมาประดับร่างกันยกใหญ่ หนุ่มสาวในห่อตัวเองในเสื้อตัวเล็ก เตี่ยวยีนส์ถูกนำมาห่อหุ้มด้านล่าง นอกจากกันอุจาดแล้วยังเป้นเครื่องประดับที่อวดใครต่อใครได้เสมอ ไม่ว่ามันจะผลิตจากที่ไหนในใจผู้ใส่ล้วนคิดเอาว่ามันเป็นเครื่องแสดงออกถึงความสมัยใหม่ในโลกสากล หญิงสาวคราวป้านุ่งซิ่นกับเสื้อสีสวย ผลัดแป้งหน้าแจ่มนวล ในอ้อมกอดนอกจากลูกน้อยๆ แล้วยังมีเสื่อเผื่อเล็กเขาว่าคืนนี้มีหนังกลางแปลงลานวัดจึงเป็นพื้นที่เพียงผืนเดียวี่กางจอผ้าสีขาวขนาดใหญ่ได้ ผู้คนนั่งออกันรอสารบันเทิงจากโลกข้างนอกกันที่นี่อย่างเนืองแน่น ต้นโพธิ์ใหญ่ใกล้จอยังมีที่พิเศษสำหรับเด็กวัดและเณรหนุ่มน้อยทั้งหลาย ขนาดว่ากิ่งก้านขนาดใหญ่หลายกิ่งถูกจับจองไว้แล้วแต่หัวค่ำ ผู้ชายส่วนใหญ่ยังมาไม่ถึง พวกเขาพาตัวเองเกาะขอบเวทีมวยอยู่แถวๆ ป่าช้าท้ายวัด ที่นั่นมีเวทีมวย มวยลูกบ้านนี้ไม่ดังแต่กำลังใจล้นหลาม ทุกคนมารอเชียร์ไอ้หนุ่มหน้ามนของเขาปะทะหมัดกับคนต่างหมู่บ้านอย่างใจจดใจจ่อ เสียงต่อรองราคาดังอยู่รอบๆ เวทีมวยชั่วคราว งานนนี้เหมือนมวยใหญ่ในทีวี ขาดแต่คนมอบทองเท่านั้นที่ไม่เห็น แต่ไม่เห็นไรเพราะคนถือกล้วยอ้อย ทองหยิบทองหยอดคอยปลอบขวัญที่ยังมีอยู่เยอะ ผมเดินเลี่ยงออกจากสองบริเวณ ที่เนืองแน่นด้วยผู้คนออกไปยังร้านรวงชั่วคราวที่ขายทุกอย่าง ข้าวของทั้งเครื่องกินเครื่องใช้เรียงรายให้เลือก สาวสวยต่างถิ่นนั่งปั่นขายสายไหมอยู่มุมหนึ่งไกลออกไป ถึงไกลแต่ร้านสาวเจ้ากลับมีผู้คนมามิได้ขาด จะว่าเจ้าสวยด้วยจันทร์ส่องก็ไม่ใช่ ทั้งปากคอคิ้วคางดูลงตัวสมส่วน หล่อนอยู่ในชุดซิ่นถุงเสื้อเบาแต่ไม่บาง แก้มหล่อนมิได้แต้มแต่งอะไรมากไปกว่าแป้งเด็ก ผมไม่ใช่รายแรกและรายสุดท้ายที่เวียนเข้ามาซื้อสายไหมจากร้านหล่อน และรอบนี้เป็นรอบที่สามแล้วสำหรับสายไหม เฉพาะวันนี้วันเดียวน้ำตาลในเส้นเลือดก็มากกว่ารอบปีที่ผ่านมา สายไหมหลากสี ขาว ชมพู เหลือง ตามแต่หล่อนจะย้อมมัน น้ำตาลเส้นเล็กละเอียดแต่หวานบาดคอ ไอ้หนุ่มบางรายถึงกับนั่งเฝ้าร้าน หญิงสาวในหมู่บ้านพาลคว่ำบาตรไม่ซื้อสายใหม่ของเจ้าหล่อนทั้งที่อยากกินใจจะขาด เสียงตามสายของวัดประกาศให้ไปลงคะแนนเสียงในการรับและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ มันก็คงเป็นเสียงตามสายเท่านั้น เหมือนเคย บางคนบ่นว่าคราวนี้มาแปลกหนังไม่ขายยาแต่ขายรัฐธรรมนูญ แล้วหน้าตามันเป็นยังไงหนอ บ้างก็ซุบซิบในแวดวงการเมืองท้องถิ่นว่าการลงคะแนนครั้งนี้ไม่มีเงินแจก พรึมพรำกันไปเรื่อยตามเรื่องตามราว ผมยังคงนั่งอยู่ที่ร้านสายไหมดูสาวน้อยขายจนมือระวิง บ้างก็มีไอ้หนุ่มมาเสนอตัวขอช่วยขายเอาอกเอาใจ แต่ความหวานนอกจากจะอร่อย ยังเหมือนคนโบราณว่า กินหวานมากๆ จะดุ ก็ไอ้หนุ่มสองสามคนที่กินของหวานมากๆ นั่นแหละ นัดเดินกันไปหลังป่าช้า ไปจัดการปัญหาด้วยกำลัง เพราะต่างคนต่างกินหวานมาก ดุกันมาก กันท่ากันไปมาก็มีเรื่อง แต่สาวเจ้าก็วางตัวดีไม่มีทีท่าอะไรเป็นพิเศษ ผมนั่งมองอยู่นานจึงลุกเข้าไปซื้อเป็นรอบที่สี่ ไอ้หนุ่มบางรายมองตาขวางก็พาลทำเป็นมองไม่เห็นเสีย แต่หล่อนคงจำได้จึงยิ้มทักทาย เท่นั้นความดุของหนุ่มอื่นก็ขึ้นมาที่หน้า ผมต้องรีบจ่ายสตางค์แล้วผละออกมา
 
หลังงานวัดคืนนั้น วัดก็กลับมาสงบเงียบและร่มเย็นเช่นเคย เสียงต่างๆ ก็พลอยหายไปกับเวทีมวยและรถฉายหนัง หัวใจของผมก็เหมือนกัน มันจากไปพร้อมกับสาวขายสายไหมคนนั้น สายไหมที่บางเบา หวานและละลายง่ายเหมือนไม่ได้กิน เพราะไม่ทันได้เคี้ยวก็ละลายเสียแล้ว ผมนั่งมองสายไหมสี่ถุงข้างกาย ตั้งใจว่าจะเก็ยเป็นอนุสรณ์ให้นึกถึง แต่แดดร้อนก็เล่นเอาละลายเป็นก้อนและสีก็เลือนเลอะไม่สวยงามอยางเพิ่งทำใหม่ๆ ใจก็ลอยออกไปไกล งานวัดงานหน้าว่าจะซื้อให้มากกว่านี้ มากกว่าลูกกำนันคนโก้ที่ซื้อเหมาแผงเพื่อพาหล่อนเดินเที่ยว แล้วหล่อนก็หายไปเหมือนสายไหมที่สวยงาม หวานลิ้น แต่ละลายง่ายเหมือนไม่ได้กิน...  
7月15日

เมื่อจากลา

น่าแปลกใจ เมื่อฉันจะจากลาจากสถานที่หนึ่ง ฉันพยายามเหลือเกินที่จะได้ร่ำลากับใครบางคน ขอเพียงคำร่ำลา ฉันเฝ้าพร่ำอยากให้เขาได้ยินบ้าง รับฟังคำร่ำลาของฉันบ้าง ในขณะที่ยังมีบางคนเฝ้าอวยพรให้ฉันโชคดี ความสับสนในจังหวะเช่นนี้มักเกิดขึ้นเป็นประจำระหว่างทาง ทางชีวิต...
7月10日

บันทึกถึง 2 ความตาย ในค่ำคืนหนึ่ง

ความเคลื่อนไหววุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อเวลา ห้าทุ่มของค่ำคืนหนึ่ง ในห้องพิเศษ 3 ตึกสงฆ์ของโรงพยาบาลเล็กๆ อากาศในคืนนั้นไม่ค่อยสบายเท่าใดนัก ออกจะร้อนน่ารำคาญอยู่บ้าง ข้าพเจ้าออกจากห้องด้านข้างเพื่ออกมารับลมยามค่ำคืน ซองบุหรี่อยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านซ้ายถูกเก็บลงไปอีกครั้ง เพราะเรื่องราวข้างหน้า ชายวัยกลางคนยืนหน้าห้องนั้นนัยน์ตาแดงก่ำ สีหน้าโศกเศร้าผิดจากเมื่อหัวค่ำที่ข้าพเจ้าเห็นเขา เราเจอหน้ากันมาเป็นเวลาหลายวันแล้ว เพราะเราต่างก็เป็นญาติผู้ป่วยซึ่งอยู่ห้องติดกัน จะมากจะน้อยย่อมเคยเห็นจากการมองลอดช่องหน้าต่างยามเดินผ่าน ข้าพเจ้าเหลือบไปเห็นพยาบาลเวรยืนคุยกับหมอเจ้าของไข้อย่างเคร่งเครียด "ไม่คิดว่าแกจะไปเร็วอย่างนั้นค่ะคุณหมอ เพราะเมื่อกี้จอยเพิ่งเข้าตรวจเช็คและพูดคุยกับแกอยู่เลย" เสียงพยาบาลสาวกล่าวกับหมอที่ยืนทำหน้าเคร่งเครียดบอกข้าพเจ้าให้พอปะติดปะต่อเหตุการณ์ได้ ด้วยมารยาทข้าพเจ้าเดินผ่านไปทำธุระของตัวเองที่ด้านนอกตัวตึก ในส่วนที่เป็นสวนหย่อม บุหรี่ถูกจุดขึ้นแสงสว่างวาบเมื่อข้าพเจ้าดูดใบพืชมวนยาเข้าสู่ห้วงปอดของตน เสียงจากห้องนั้นยังคงดังออกมาได้ยินเป็นระยะ จากจุดที่ข้าพเจ้านั่งอยู่ในสวนนั้นมองเห็นความเคลื่อนไหวได้ไกลๆ ผู้คนเริ่มมากขึ้นคงจะเป็นญาติของผู้ป่วยห้องนั้น คนสองสามคนเดินมาตมทางเท้าเพื่อเข้าสู่ตัวตึก สีหน้าทั้งสามเคร่งเครียด ยามวิกาลอย่างนี้ไม่น่าจะมีคนมาตามการรับรู้ของข้าพเจ้าที่ได้อยู่ในที่แห่งนี้มาป็นเวลานานพอสมควร ไม่นานนักความสงสัยก็ดูจะหายไป เมื่อชายที่ยืนตาแดงอยู่เมื่อข้าพเจ้าออกมาจากห้องตะโกนเรียกชายทั้งสามให้ไปในทิศทางที่เขายืนอยู่ 

 

เมื่อเสร็จธุระข้าพเจ้าก้าวเข้าสู่ตัวอาคารด้วยทางเส้นเดิม และยังคงต้องผ่านห้องนั้นที่ตอนนี้มีผู้คนมากมายยืนอยู่ ข้าพเจ้าเหลือบมองเข้าไปที่คุณยายที่นอนบนเตียง สีหน้าสงบราบเรียบ ผิดกับใบหน้าของใครต่อใครที่ยืนอยู่หน้าห้อง พยาบาลและหมอยังคงถกกันไม่จบในเรื่องที่เกิดขึ้น ทุกอย่างดูวุ่นวายแต่ก็สงบเงียบไปด้วยในเวลาเดียวกัน มันคงไม่ใช่ครั้งแรกที่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ข้าพเจ้าเข้าสู่ห้องของตัวเอง เสียงข้างนอกยังคงส่งมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ ในห้องสี่เหลี่ยมเสียงเครื่องปรับอากาศชรายังคงร้องครางในจังหวะเดิม ข้าพเจ้าทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ เสียงห้องข้างๆ ชัดเจนขึ้นเมื่อผ่านผนังปูนที่กั้นเราทั้งสองห้องออกจากกัน ผนังที่ก่อฉาบด้วยปูนหนาเพียงสิบเซ็นติเมตร หากรื้อผนังนั่นออกแล้วบอกว่าข้าพเจ้านอนอยุ่ข้างๆ กับคนข้างห้องนั้นก็ไม่แปลก เพราะเราไม่ได้อยู่ห่างกันเลย บรรยากาศในห้องของข้าพเจ้าตอนนี้เงียบสงบ เงียบทว่ายังมีเสียงของลมหายใจ ขณะที่ห้องข้างๆ ส่งเสียงดังมาแต่ดูเหมือนบางอย่างจะขาดหายไป จากไปแล้ว โลกของความตายหากจากข้าพเจ้าเพียงสิบเซ้นติเมตรเท่านั้น แต่มันดูห่างไกลเหมือนอยู่กันคนละโลก คนละมิติเวลา ไม่ต้องถึงสิบเซ็นติเมตรก็ได้ ต่อให้เราใกล้กันมากกว่านี้เราก็ดูห่างกันอยู่ดี เพราะเราต่างได้กลายเป็นสมาชิกของโลกคนละใบ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้อาจจะไม่นานนาทีเรายังอยู่ร่วมกัน คำ่คืนนั้นแปลกที่ข้าพเจ้าไม่ได้รู้สึกกลัวตามนิสัยที่เป็นอยู่ หากแต่หลับตาลงนอนด้วยความรู้สึกแปลก จะว่าเหนื่อยล้าก็ไม่ใช่ มันออกจะดูเหมือนได้มองผ่านอะไรบางอย่าง เหมือนเวลาที่เรามองดูใบไม้ตั้งแต่ใบยังติดขั้วจนร่วงลงสู้พื้นดิน

 

เช้าข้าพเจ้าคงลุกขึ้นทำกิจกรรมปกติธรรมดาของชีวิต เครื่องปรับอากาศทำงานสม่ำเสมอ คือยังคงส่งเสียงครางอย่างสม่ำเสมอไม่เสื่อมคลาย คล้ายกับมันส่งเสียงอย่างนั้นมาแล้วตั้งแต่เกิดและจะส่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสิ้นอายุไขของมัน เช้านี้ใครบางคนบอกข่าวถึงการจากไปของคนบ้านใกล้เรือนเคียง การผูกแขวนตัวเองไว้กับขื่อคาของเรือนไม่ได้ทำให้เขาตาย แต่อากาศที่โดนจุกด้วยพันธนาการของเชือกต่างหากที่ทำให้เขาจากไป ชายธรรมดาๆ คนหนึ่งที่มีร่างกายแข็งแรง รูปร่างสูงใหญ่ และในห้วงเวลาหนึ่งเขาเองเคยได้รับการเกรงขามจากใครต่อใคร สาเหตุของการตายคือการที่ญาติของเขาจะพาไปออกยา ยาที่พยุงชีวิตให้เขาอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้ เจ้าของข่าวนี้บ่นงึมงำถึงผู้ตายรายที่สองนัยว่าสร้างความลำบากให้กับญาติพี่น้อง ซึ่งอันที่จริงมันคงไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาสร้างความลำบาก ข้าเจ้ารับฟังอยู่เงียบๆ โดยไม่ได้แสดงความคิดเห็นแต่อย่างใด อาจจะเป็นเพราะเช้านี้หลังข้าพเจ้ายังคงมีอาการเจ็บปวดอยู่เช่นที่เคย สองความตายในหนึ่งค่ำคืนช่างเป็นความตายที่แตกต่างกันเสียนี่กระไร ตายหนึ่งพยายามยื้อยุดฉุดเอาไว้ ตายหนึ่งพยายามผลักดันส่งมันด้วยเจ้าของชีวิตของมันเอง มันคงบอกได้ยากว่าความตายอย่างไหนดีกว่า เลวกว่า เพราะสุดท้ายแล้วเรื่องที่แน่นอนก็คือ ทั้งสองจะไม่มีทางหวนกลับมาใช้ชีวิตบนโลกนี้ได้อีก ข้าพเจ้าอึกอักบ้างเล็กน้อยที่ไม่สามารถแสดงความรู้สึกหรือความนึกคิดอันใดเกี่ยวกับความตายทั้งสอง แต่ก็ไม่เป็นปัญหากับตัวข้าพเจ้าเองแต่อย่างใด เพราะอย่างน้อยๆ ข้าพเจ้ายังอยู่ ยังสามารถระบายลมหายใจเข้า-ออกได้อยู่ ถึงแม้จะไม่มีใครรรู้ว่าจะทำเช่นนั้นได้อีกนานเท่าไหร่...

บันทึกถึงเวลาในโรงพยาบาล

ข้าพเจ้านับถึงวันเวลาที่วนเวียนอยู่ในโรงพยาบาลได้เป็นเดือน การเข้าออกสถานที่ที่ำม่มีใครอยากเยี่ยมกรายเข้าไปหากยังอยู่สุขกายสบายใจ การเดินผ่านโรคภัยของผู้อื่นไม่ใช่ความสุขที่เป็นรสนิยม ความเจ็บปวด การสูญเสีย เกิดขึ้นทุกๆ วัน หรือถ้าจะกล่าวให้มากกว่านั้นก็เกือบจะทุกๆ วินาที เพราะชีวิตดำรงอยู่ด้วยการผูกมัดของเวลา เสี้ยวเวลาหนึ่งก็มีทั้งเกิดและดับได้ในคราวเดียวกัน การได้มองเห็นสิ่งต่างๆ ในโรงพยาบาลเป็นเวลานานพอสมควรนั้นทำให้ข้าพเจ้าได้รู้สึกถึง คำว่า วัฏสงสาร การเวียนว่าย และระบบสังคม มันมีทั้งเรื่องที่เห็นแล้วไม่สบายใจและเรื่องที่สร้างความอบอุ่น ข้าพเจ้าเกิดความมั่นใจอยู่ลึกๆ ว่าไม่ว่าอะไรจะเลวร้ายแค่ไหน มันย่อมผ่านไปด้วยดี เพราะนิสัยที่เป็นห่วงเป็นไยความทุกข์ผู้อื่นของคนในสังคมของเรานั้นแรงอย่างเหลือเชื่อ โรงพยาบาลเต็มแน่นทุกวัน แต่ไม่ใช่ด้วยผู้ป่วยหากแต่เป็นญาติๆ ต่างหาก ญาติผู้ป่วยหลายรายที่มาทนนั่งหลับนกสัปงกอยู่ข้างเตียงทั้งคืนเป็นระยะเวลายาวนาน เพราะผู้ป่วยบางคนก็อยู่แต่ในโรงพยาบาลมาแล้วถึงเจ็ดปี เสื่อผืนหมอนใบอาจจะไม่ใช่คนจีนเท่านั้นที่ใช้มัน เพราะมันเป็นเครื่องนอนที่เคลื่อนย้ายสะดวกที่สุดสำหรับญาติผู้ป่วย ระเบียงด้านนอกของโรงพยาบาลเป็นที่ที่มีเสื่อผืนหมอนใบมากที่สุด นับได้เป็นเสื่อหลายผืนและหมอนหลายใบ แม้ความทุข์จะอยู่ตรงหน้า เพราะโรคภัยไข้เจ็บนั้นเป็นทุกข์ที่หนีไม่ได้อย่างพระท่านว่า แต่ความอบอุ่นก็วางอยู่ข้างเคียงกัน บหน้าญาติบางคนเศร้าซึมเหมือนจะเจ็บไข้แทนคนป่วย ความห่วงหาอาทรแบบนั้นนั่นเองที่สร้างความรู้สึกที่ผ่อนคลายลงท่ามกลางบรรยากาศชืดชาของโรงพยาบาล ไม่น่าเชื่อว่าในสถานที่ที่มีแต่ความทุกข์จะเกิดความผูกพันฉันท์มิตรขึ้นระหว่างญาติผู้ป่วย ทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อนก็ตาม การถามไถ่ ปรับทุกข์ และยินยอมรับฟังปัญหาของผู้อื่น จริงอยู่ว่าส่วนหนึ่งมันเป็นการบรรเทาทุกข์ของตนเองไปด้วย แต่มันก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายดายในสถานที่อื่นๆ คนเคยพบกัน นอนเตียงผู้ป่วยใกล้กัน ไม่รู้จักมักคุ้นแต่ก็ทำหน้าที่เป็นญาติเสมือนหรือญาติสมมติ แบ่งปันสิ่งของแก่กันพูดคุย จนกระทั่งบางครั้งสนิทกันมากกว่าญาติจริงเสียอีก นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงสังคมของผู้ให้การรักษาพยาบาลอย่างหมอ พยาบาล กระทั่งแม่บ้านทำความสะอาด ข้าพเจ้านับถือในวิชาชีพของพวกเขาถึงแม้ว่าให้ข้าพเจ้าเรียนและดำเนินวิชาชีพอย่างนี้ข้าพเจ้าย่อมปฏิเสธมันแน่นอน บัดนี้ข้าพเจ้าจึงไม่แปลกใจเลยถึงความฝันของเด็กๆ หลายคนที่เมื่อเติบโตขึ้นเขาอยากจะเป็นอย่างพี่หมอ หรือพี่พยาบาลใจดี เพราะสักครั้งในชีวิตน้อยๆ ของพวกเขาย่อมเคยได้รับการดูแลจากคนเหล่านี้ อาจจะด้วยวิชาชีพหรืออะไรก็ตามที่สร้างให้พวกเขามีบุคลิกร่วมกันในการดูแลผู้อื่น แต่หากจะไม่มองถึงจิตใจของพวกเขาเลยก็ดูจะเป็นการไม่ยุติธรรม รุ่นน้องของข้าพเจ้าคนหนึ่งเป็นพยาบาล ข้าพเจ้าเคยถามด้วยเสียมารยาทว่า อยากเป็นพยาบาลหรือ? คำตอบนั้นไม่สร้างความแปลกใจแก่ข้าพเจ้าเท่าใดนัก เมื่อเธอตอบว่าไม่อยากเป็น แต่ญาติผู้ใหญ่ที่ทำงานทางด้านนี้เป็นคนสนับสนุน ที่ไม่ประหลาดใจเพราะข้าพเจ้าเห็นเธอมาตั้งแต่วัยเรียน ไม่มีทีท่าว่าอยากจะเป็นพยาบาลแต่อย่างใด แต่ทุกครั้งที่เธอแวะเวียนมาตรวจไข้ที่ห้องที่ข้าพเจ้าอยู่ สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส คำแนะนำ การดูแลต่อผู้ป่วยเธอทำเสมือนว่าเขาเป้นญาติของเธอ ข้อนี้เป็นที่สงสัยแก่ข้าพเจ้า มันอาจจะเพราะว่าเรารู้จักกันหรือเปล่าจึงทำให้เธอนั้นปฏิบัติได้ดีเป็นพิเศษ เมื่อลองเดินผ่านห้องอื่นขณะที่เธอทำหน้าที่นั้นก็เห็นว่าเป็นเช่นเดียวกันกับที่ห้องของข้าพเจ้าได้รับ นั่นอาจจะไม่ใช่เฉพาะวิชาชีพเพียงอย่างเดียวที่ทำให้เธอปฏิบัติต่อผู้อื่นหากแต่เป็นในเรื่องของจิตใจด้วย และหมอ หรือพยาบาลส่วนมากที่ข้าพเจ้าเจอมักเป็นเช่นนั้น ความใกล้ชิดกับผู้ป่วยรวมไปถึงญาติผู้ป่วยทำให้หมอและพยาบาลนั่นอาจจะรวมไปถึงคนที่ทำหน้าที่อื่นๆในโรงพยาบาลด้วยนั้นมีความรู้สึกมักคุ้นและกลายมาเป็นญาติสมมติอีกคน ทำให้บรรยากาศภายในโรงพยาบาลที่มีคนเกิด เจ็บ และตายอยู่ทุกวันมีชีวิตชีวามากขึ้น เรารู้สึกถึงความเป็นห่วงของใครบางคนที่ปกติไม่ได้พูดจากันสักเท่าไหร่ถึงแม้จะอยู่ใกล้ แต่ยามเป็นตายนำ้ใจนั้นก็ได้แสดงออกมา แต่นั่นก็อยู่ที่เราได้แสดงออกซึ่งน้ำใจแก่ผู้อื่นบ้างหรือเปล่า โรงพยาบาลจึงกลายมาเป็นโรงเรียนของข้าพเจ้าในห้วงเวลาหนึ่ง เป็นที่ที่เปิดประตูไปสู่เรื่องราวใหม่ๆ ที่ข้าพเจ้าไม่ได้มีส่วนในโลกใบนั้น...  
6月11日

การหายไปของใครบางคน

 
 
บนถนนหรทางที่ทอดยาวไกล มีทางแยก ทางเลี้ยวคดเคียวมากมาย ใครและใครปรากฎกายบนทางถนนเส้นนี้ บางทีร่วมทาง ทางคราเรากำลังเดินสวนกัน จุดหมายในชั่วเวลานั้นอยูที่เดียวกัน อีกไม่นานาทีเราต่างเดินหันหลังจากไป บางคนจากไปไม่แม้แต่จะได้หวนกลับมา ถึงแม้สัณฐานโลกนี้กลมตามทฤษฎีก็ตาม ทว่าเรายังเดินเป็นเส้นตรงอยู่เสมอ การจากลาบางครั้งช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ตรึงเครียด และในบางเวลากลับเพิ่มพูนความเครียดเค้น บนเส้นทางสายเดิมๆ บางครั้งคนเดิมๆ ก็หายไป และก็เช่นกันเราเองก็อาจจะหายไปในเส้นทางของคนอื่นๆ
 
มีคำถามว่าถ้าเราเดินทางคนไปคนละทางบนโลกกลมใบนี้ เราจะกลับมาเจอกันหรือเดินสวนกัน ณ จุดใดจุดหนึ่งบนโลกใบนี้อีกหรือไม่ ในเมื่อในความกลมเกลี้ยงนั้้นมีเส้นทางยิบย่อยอีกมากมาย และใครก็ล้วนแต่เดินทางเพื่อหาที่ทางของตัวเอง ที่ทางที่จะหยุกพัก เมื่อคนหนึ่งยังเดินอยู่ อีกคนไถลลงข้างทางแล้วเราจะเจอะเจอกันอีกมั้ย
 
จะเป็นอย่างไร ถ้าไม่ใช่เพียงร่างกายเราเท่านั้นที่เดินสวนทางกัน แม้กระทั่งหัวใจก็เป็นไปเช่นนั้นด้วย นั่นมิใช่จะยิ่งเพิ่มระยะทางระหว่างกันดอกหรือ ร่างสองร่างอยู่ห่างกันนับได้ห้าก้าวเดินของมนุษย์ที่สูง หนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตร ไม่ไกลเลยใช่มั้ยระยะในเชิงกายภาพ มองเห็นโดยไม่ต้องส่องกล้องทางไกล พูดกันในระดับความดังตำ่กว่าเจ็ดสิบเดซิเบล แต่นั่นไม่ได้ช่วยยืนยันว่าเราอยู่ใกล้กันจนเข้าใจ ในเมื่อระยะระหว่างห้าก้าวนั้นอาจจะถูกบังด้วยม่านบางเบา กระแสลมพัดแรงเหลือเกิน พัดแรงเสียจนพาเอาเสียงที่ส่งไปนั้นตกอยู่ที่อื่น
 
นับจากวันที่ก้าวเดินได้เองนั้น จำนวนก้าวก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ระยะทางสะสมก็มากมายไปตามกัน เส้นทางที่ยำ่เดินนั้นก็ดูเหมือนจะเหลือที่ยังไม่ได้เดินลดน้อยลงทุกวัน แต่ผู้คนบนรายทางนั้นกลับหายไปทีละคนสองคน อาจจะมีบ้างที่แวะเวียนกลับมาพบเจอ แต่ก็มีคนที่หายไปกับกาลเวลาอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ใครและใครยังอยากจะเป็นคนในความทรงจำของคนอื่น ไม่แปลกหากเราอยากมีคนอื่นในความทรงจำบ้าง ถึงบางคนจะหายไปตามแรงเหวี่ยงของโลก แต่ขออย่าให้หายไปจากความทรงจำ...ก็น่าจะพอ  
6月4日

มองขึ้นไปบนเฉลียง

 
เฉลียง พื้นที่ส่วนหนึ่ง ไว้นั่งเล่นรับลม ดูดาว แอบร้องไห้ บางครั้งก็ไว้นั่งฟังเพลงจิบกาแฟ มีความหมายน่าจะไม่ห่างจากระเบียงในกรณีใช้งาน หรือชานบ้าน อือ แต่เฉลียงบางครั้งก็ร้องเพลง...
 
ผลิดอกงาม แตกกิ่งใบ จับดวงใจแม้ใครบังเอิญได้เดินมองมา.......บอดก็เพียงสายตาเท่านั้น แต่จิตใจก็ยังผูกพันความงาม.......(ต้นชบากับคนตาบอด)
 
..............คนที่เขาไม่ไยดี ป่านนี้เขาคงหลับไหล จะคิดถึงให้ตายเขาก็ไม่รู้ สู้ทำใจให้ดี รักตัวเองบ้างสิ ก็วตัวเราเป็นคนหนึ่งคนเหมือนกัน....(ค่ำคืน)
 
........หิ่งห้อยนับร้อยนับพัน เปล่งแสงระยิบระยับกัน สว่างไสวไปทั้งต้นลำพู......ยายจึงยิ้มแล้วสอนตาม อยากเห็นความงามที่จริง อย่าขังความจริง ไม่เห็น อย่าขังความงาม(นิทานหิ่งห้อย)
 
เที่ยวไปตามตะวัน บุกบั่นไปตามลมสนุกสุขสมหัวใจหงายคว่ำ...(เที่ยวละไม)
 
...เด็กหนีไม่ยอมเรียน โดเรียนเพราะเหตุใด ใครตอบได้ไหม เด็กทำเพราะใจเบ่ง แม่ให้ไปขายของ ครุสอนไม่ดีเอง เด็กรักเป็นนักเลง อื่นๆอีกมากย(อื่นๆ อีกมากมาย)
 
...สองมือแขนมี แต่ไม่มีกล้าม ทุกยามไกวเปลหากเธอง่วงนอน สองมือแขนวาง ต่างเป็นหมอนกอด ให้เธอได้ฝันดี เก็บอดออมทำงานไม่รั้งรอ พ่อก็ไม่รวยสักที กีฬาเล่นเป็นแต่ไม่ดี กล้ามฉันไม่ค่อยมี...(แค่มี)
 
...วันใดที่เธอมีเพื่อนรุมล้อมเธอ หรือเธอมีใคร เธอก็จะไม่เห็นฉันเลยคนดี...หากเธอสมหวังในวันหนึ่ง ให้รู้ว่าฉันยังแอบเห็นและชื่นชม หากธอท้อแท้ฉันยังอยู่ หากแม้ไม่เห็นฉัน จงโปรดรู้ว่าเธอใช่อยู่คนเดียว...(ยังมี)
 
เข้าใจ ฉันเข้าใจทุกอย่าง เลิกบังเลิกอำพรางขอให้ฟังกันก่อน...คงมีเพียงแค่รักกัน แล้วรักนั้นมันเป็นสุขไหม คงเป็นเพียงเราเผลอไป ไม่ตั้งใจจะรักกัน ให้มัน...(เข้าใจ)
 
ยังมีบทเพลงอื่นๆ อีกมากมาย ที่ออกมาจากเฉลียงแห่งนั้น เพลงที่อวลกลิ่นละไมของสายลมที่พัดผ่าน หอมดอกไม้เวลานั่งบนเฉลียง เพลงที่มองโลกด้วยทัศนคติที่ดี แม้จะยังมีอยู่เรื่อยๆ แต่สำหรับเฉลียงแล้ว ท่วงทีของทัศนคติมักเจอปนความสดใส มีกลิ่นอายของวันวาร และวัยเยาว์  
6月3日

พื้นถิ่น

 
สะพานไม้ชรา
โก้งโค้งอยู่เหนือลำคลอง
เงาสะท้อนเท่านั้นที่บอกว่าอายุเจ้ายังเยาว์
 
ประตูสังกะสีคร่อมคาบสะพาน
ยามลมพัดผ่านเสียงบาดหู
แต่เจ้าคือยามด่านแรกก่อนถึงเรือน
 
เหมือนขนบ..เหมือนความอุ่นใจ
ประตูนั้นมิได้กั้นใคร
เพียงบอกใบ้อาณาเขต
 
ผ่านถิ่นของเจ้าตูบ
แวะลูบหัวลูบหาง
บางครั้งเราก็คุยกันรู้ความ
 
โน่นแน่ะแผงค้ำ
ง้ำออกมาเมื่อเปิด
รออีกหน่อยเถิดจะซ่อมแซม
 
แผงค้ำ..ค้ำทั้งแผง
เป็นทั้งกำแพง
และหน้าต่าง
 
ค้อมคาราวะตรงชายคาครอบ
ฝาไหลคลุมครอบตัวเรือนไว้
หัวใจเจ้าอยู่ข้างใน
 
พ้นชานไปเป็นโถง
สารพันเชือกโยงร้อย
มุ้งหลายหลังยังคอยใช้งาน
 
ผ่านเสาขวัญนึกถึงแม่
แลเห็นเสาเอก
รูปพ่อก็ลอยเด่น
 
นั่นขนุนสุก
ปลูกไว้มานมนาน
ชื่อเจ้าหมาน..ชื่อเจ้าดี
 
จำปานั่นพ่อปลูก
ราตรีแม่เอาลงดิน
วันนี้ยังอวดกลิ่นใครผ่านไปมา
 
หลังคามุงแป้นเห็นรอยแยก
มันแตกเมื่อฝนที่ผ่านมา
ฝนน่าน่าจะมุงกระเบื้องว่าว
 
เดินปลายตรงลงปลายตีน
ดิ่งไปหิ้งพระ
กราบเสียก่อนจะกราย
 
นึกได้ยังไม่ไหว้ปู่ย่า
เดินลงบันไดชานล้าง
กราบลงหน้าศาลใต้ต้นกร่าง
 
แม่พ่อคงอยู่ไร่
ถัดเข้าไปจากริมตลิ่ง
ยินเสียงจอบกระทบหินดังกิ๋งๆ
 
กลับขึ้นเรือนอีกครั้ง
ใส่ฟืนลงในอั้งโล่
เอาหม้อขึ้นหุงข้าวรอกับจากสวน
 
เย็นย่ำผีตากผ้า
ครอบครัวพร้อมหน้าพี่น้อง
ล้อมวงบนพื้นกระดานเสียงช้อนกระทบจานเป็นเพลงชีวิต
 

มากเกินไป

 
 
จันทร์กระจ่างฟ้า
ดาราไม่เยี่ยมกราย
แสงจันทร์คงสว่างไป...จันทร์จึ่งเหงา
 
ฟ้าสายัณก็สวยไป
บาดหัวจิตสะกิดหัวใจ
ลืมใส่ใจสิ่งรอบกาย
 
ดอกนั้นสวยก็สวยเกิน
มองเพลิน
ลืมเห็น ราก ลำต้น และใบ
 
รสชาดล้ำละไม
ลืมไป
ยังมีผักและเครื่องเคียง
 
หอมเอย
กายเจ้ากรุ่นกลิ่น
จนลืมสิ้นกลิ่นดอกไม้ที่ลมหอบมา
 
รักเอย
รักเจ้ามากเกินไป
จนลืมใส่ใจตัวเอง....
 
 
 
 
4月16日

เรื่องเก่า เมื่อสงกรานต์

เสียงน้ำตกกระทบพื้น เสียงหัวเราะ เพลงจากลำโพง กลิ่นแป้งและน้ำหอมน้ำอบ คละเคล้ากันเป็นส่วนผสมความความสนุกสนาน เทศกาลปีใหม่ไทย(มีหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกับเรา ที่มีเทศกาลอย่างเดียวกันนี้ แต่เอาเป็นว่าจำเพาะว่าเป็นงานในบ้านเราก็แล้วกัน) ฉันนั่งมองด้วยอารมณ์คึกคักแต่ไม่อยากเล่น มาปีนี้แค่มองก็สนุก คงเป็นเพราะอายุที่มากขึ้นด้วยกระมัง แต่กระนั้นก็อดที่จะลุกขึ้นมาเล่นสักขันสองขันไม่ได้ ฉันมองไปรอบๆตัวความคึกคักช่างรุนแรงขึ้นทุกวัน เสียงเพลงกระหึ่ม ผู้คนโยกย้ายส่ายเอว หวลกลับนึกถึงเมื่ออายุยังเยาว์กว่านี้ สนุกสนานและรื่นเริง ชุมฉ่ำและชุ่มชื่น แก้มสาวขาวนวลด้วยแป้ง...
 
เพื่อนเก่าหลายๆคนยังกลับมาบ้านทุกครั้งอย่างเคย แต่ละปีเราต่างมีสมาชิกที่เหลือมาเจอกันน้อยลง หลายคนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปสู่ทิศทางอื่น คืนนั้นฉันและเพื่อนยังได้นั่งคุยกัน เรื่องราวสมัยเด็กผุดพรายพราพร่างแม้ว่าบางอย่างจะพร่าเลือนแต่ก็มีเสียงคนอื่นชาวยย้ำเตือนความจำอยู่เสมอ เราคุยกันตั้งแต่เราเจอกันชั้นอนุบาล เพื่อนบางคนยังจำมันได้ดี แม้กระทั่งชื่อของเพื่อนหลายๆคนที่ไม่ได้เจอหน้ากันเกือบสิบปีก็ตาม อาคารเก่าของโรงเรียนที่เราต่างนึกถึง ทั้งอาคารเตี้ยชั้นเดียวยกพื้นที่เรามุดเข้าไปหาแมลงช้างมาไชดินแข่งกัน หรืออาคารเรียนชั้น ป.4 ที่ทุบทิ้งไปแล้ว ความมืดครึ้มของห้องพิพิธภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยซากสัตว์สตาฟ เงินเก่า และรูปโบร่ำโรณอบร่ำไปด้วยกลิ่นของนำยาดองสัตว์ น่ากลัวแต่ตื่นเต้น ทุกคนยังจำได้พ้องกันถึงสิ่งต่างๆในห้องนั้น สระน้ำหลังโรงเรียนที่เด็กอย่าพวกเรามักขลุกอยู่กับมันในวันว่าง บ้านของลุงเสาภารโรงใจดีคนนั้นที่เรามักหยิบยืมคันเบ็ด(โดยไม่บอกกล่าว)ของแกเป็นประจำ เพื่อนีท่เป็นเด็ดคุ้ม เด็กทุ่ง สอนเด็กตลาดตกปลา พายเรือ ปลิงในสระน้ำนั้นก็มากเหลือ เราต่างเป็นเหยื่อของมันด้วยความตื่นเต้นและสนุกสนาน บางช่วงที่ปลากัดเป็นของเล่นชิ้นใหม่ เราต่างก็ปั่นจักรยานไปตามบึงน้ำต่างๆเพื่อเสาะหามัน อวดกันบ้าง เอามากัดกันบ้าง บางครั้งปลากัดแพ้แต่คนไม่แพ้ก็เกิดเรื่องขึ้นเสมอๆ กับบางคนการปีนเข้าไปโขมยน้ำหวานของแม่ค้าในโรงอาหารเป็นวามเร้าใจ ไม่ใช่มีนิสัยขี้ลักขี้โขมย แต่ด้วยคาวมทะโมน คราวนั้นเพื่อนก็จดจำกันไปอีกนาน กับการตีประจานหน้าเสาธง ทว่ามันก็เป็นความภูมิใจเล็กๆที่เมื่อเจอหน้ากันก็เล่ายืดยาวไม่รู้จบ
 
เรายังจำคุณครูของเราได้กันทุกคน ก็จะอะไรเสียอีก ก็คุณครูผู้มีพระคุณทุกท่านมือหนักแอยากให้เราได้ดี ฉันนึกถึงในสมัยปัจจุบันที่ครูเอก็ไม่มีสิทธิ์กระทบถูกนักเรียนมากนัก ผู้ปกครองเองก็พลอยเป็นไปกับเขาด้วย ยังจำได้เมื่อแม่พาไปฝากครูแม่บอกว่าให้ตีและสอนเราอย่างที่ครูเห็นควร ตอนนั้นยังนึกน้อยใจว่าแม่ตีเองไม่พอ ยังบอกครูมาช่วยตีเราอีก ครูกับเด็กจึงเป็นผู้ปกครอง เป็นพ่อแม่คนที่สองของพวกเรา ฉันยังไม่เคยเห็นครูของฉันแสดงอารมณ์อยากจะตีแม้ไม่มีความผิดเช่นที่ได้ยินตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ บ้านของคุณครูบางคนอยู่ในเขตโรงเรียน เรามักไปขลุกอยู่นั่นในบางวัน ทำมะยมเชื่อม มะม่วงดองกินกัน โดยมีครูเป็นแม่ครัวใหญ่ และพวกเราเป็นลูกมือ ทะโมนเมื่อไหร่ก็โดนเอ็ดเอาบ้าง แต่กระนั้นก็ยังไปหาครูมิได้ขาด ครูบางคนสอนมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ จึงไม่แปลกถ้าฐานะระหว่างครูกับศิษย์จะไม่ต่างจากคนในครอบครัว ฉันว่าจริงอยู่ที่ครูอาจจะรักพวกเราไม่เท่าลูกของครูเอง แต่ก็คงน้อยไปกว่ากันไม่มาก ครูของฉันเมื่อ ป.1ยังจำชื่อจริงของชั้นและเพื่อนๆ ได้แม่นยำ แม้ว่าครูจะอายุเจ็ดสิบแปดแล้วก็ตาม แถมจำไปได้ถึงรุ่นน้องๆของชั้นอีกต่างหาก ฉันจำได้ทุกวันตอนเย็นก่อนเลิกเรียนเราต้องคัดไทย และแปลเขียนก่อนกลับบ้าน แปลเขียนไม่แน่ใจว่ายังมีอยู่อีกมั้ย ครูจะหาคำศัพท์ภาษาไทยมาให้พวกเรา เมื่อท่านบอกมา เราก็ต้องเขียนให้ถูก ถูกไม่มีรางวัลและถ้าผิดล่ะก็มีให้แน่ๆ บางครั้งยังเคยนึกว่าเรากลัวครูหรือกลัวนิ้วของครูกันแน่ นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ที่บิดเนื้อจนเราเต้นเรายามเราทำความผิด จะว่าได้ดีเพราะครูกับสองนิ้วนั้นก็ไม่ผิดนัก...
 
วัยเยาว์เราเริ่มสนุกมากขึ้นตามลำดับ ประถมปลายเราเริ่มขยับออกไปไกลบ้านมากขึ้นเรื่อยๆ แม่นำชีเป็นแหล่งส่องสุมเด็กหลายๆบ้านในยามหน้าแล้ง เรามักแอบหนีไปเล่นอยู่เสมอ บ้างก็เล่นน้ำ หรือปั้นหมากกะเบาที่เอาดินมาปั้นเป็นลูกกลมๆแล้วก่อทรายขึ้นเป็นฐานเหมือนไสเดอร์ แล้วปล่อยดินลงมาชนกันหากใครแตกก่อนก็แพ้ การเล่นแบบนี้เป็นศาสตร์และศิลป์ขั้นสู.สำหรับพวกเรา เราจะวิธีที่ทำอย่างไรก็ได้ให้ดินแก่(แข็ง)บางคนปั้นโปะหนาหลายชั้น เลยเถิดไปจนถึงการคิดสูตรผสมขี้เถ้า บางคนขี้โกงก็ปั้นลูกปูนหุ้มอยู่ข้างใน บางทีเราเอาดินร่วนปนเหนียวมาทำ แช่ไว้ในโอ่งน้ำ แช่แล้วตากหลายรอบ ดินก็แข็งของมันเอง สนุกสนานไปตาอัตภาพ แต่กระนั้นไปเล่นน้ำอย่าให้ที่บ้านรู้เข้าเชียว เป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวล่ะ เพราะมีเด็กจมน้ำตายบ่อยๆ พ่อแม่แต่ละคนจึงมีบทลงโทษรอไว้ถ้ารู้เข้าว่าเราหนีไปเล่นน้ำมา คืนค่ำในฤดูหนาวบ้านใครติดท้องนาจะได้ยินเสียงว่าวดุ๊ยดุ่ยฮัมเพลงมายามที่ลมหนาวล่องลงมา คืนนั้นฟังจนเพลินถึงหลับไปไม่รู้ตัว
 
รายการทีวีสมัยเด็ก เพื่อหลายคนที่จำได้เล่าอย่างออกรส สางเขียว หนังผีที่น่ากลัวที่สุดในโลกเมื่ออายุไม่เกินแปดขวบ แค่ฟังเสียงก็นอนไม่หลับแล้ว การ์ตูนปั๊บปาตัวนิ่มที่เปลี่ยนร่างได้ หนังเรื่องหนุมานกับเจ็ดยอดมนุษย์ หรือเรื่องกิ้งก่ากายสิทธิ์ติดตรึงในความทรงจำ เดิมที่อำเภอของฉันมีโรงหนังอยู่โรงหนึ่ง โรงหนังที่นั่งเก้าอี้ไม้ มีพักดลมตัวใหญ่ๆพัดมาจากสองข้าง ห้องน้ำกลิ่นฉุน ตกเย็นกินข้าวทำการบ้านเสร็จ ถ้าวันนั้นมีหนังใหม่น่าดูเข้าฉาย พ่อแม่ลูกหลายๆบ้านก็อาบน้ำประแป้งบ้างเดิน บ้างขี่รถเครื่องมาดูหนัง เสียงโฆษกใจดีประจำโรงประกาศดังก้องไปทั้งอำเภอ ข้าวโพดคั่ว ปลาหมึกย่าง และโรตีส่งกลิ่นยั่วน้ำลายให้ได้กระจองงอแงกันเสมอ มีบ้างที่โรงเรียนพาไปดู อย่างเรื่องวัลลีเด็กสาวยอดกตัญญูดูไปน้ำตาไหลพรากๆๆ หรือบางครั้งไปดูหนังที่ถ่ายเกี่ยวกับพิธีแห่เรือ ได้เห็นเหมือนคนกรุงเทพ เห็นในหลวงทรงประทับอยุ่ในเรือที่สวยงาม
 
ความบันเทิงยามค่ำอย่างนึงของพวกเรา เป็นความบันเทิงน่าตื่นเต้น การไล่ผีปอบ มันไม่น่ากลายเป็นความบันเทิงเริงรื่นสักเท่านั้น แต่ยามใดก็ตามที่มีเรื่องเหล่านี้ เพื่อนที่อยู่ใกล้สถานที่หรือได้ข่าวมาจะต้องนำมาบอกต่อ รวมถึงชักชวนกันไปเป็นขบวน วิ่งตามหลังพระหรือหมอผี สนุกเร้าใจ เช้ามามีเรื่องมาเล่ากันที่โรงเรียนโขมงโฉงเฉง
 
ดึกดื่นค่อนคืนเรื่องเล่า บทสนทนาระหว่างฉันกับเพื่อนๆ เริ่มน้อยลง ทุกคนต่างนั่งนิ่งดูใบหน้าเอมอิ่มบอกไม่ถูก นึกถึงความหลังกันแล้วอายุแค่นี้ แต่ก็เถอะ ความหลังน่าสนุกขนาดนี้ใครลืมก็น่าเสียดาย เพื่อนคนหนึ่งโพล่งมาว่า เขาจะกลับมา กลับมาทุกปี อยู่ไกลก็ต้องกลับ เพราะที่นี่เป็นบ้าน ฉันเห็นด้วยถึงแม้ว่าฉันอาจจะกลับมาทุกปีไม่ได้ แต่อย่างไรเราก็ต้องกลับ รากของเราต่างอยู่ที่นี่ มันแผ่กระจายอยู่ใต้พื้นดินที่เราเติบโตมา กระทั่งเราอาจจะตายลงที่นี่ รากที่หนาแน่นกว้างไกล ไม่ว่าเราไปไกลแค่ไหน แต่ฉันมั่นใจว่าพวกเราล้วนจำทางกลับบ้านของเราได้เสมอ เพราะเราเอารากบางส่วนติดตัวไปด้วย... 
4月13日

อาจจะมีสักวัน ที่ดอกไม้ดอกเดียวกันนั้นจะบาน

ภาพข่าวการตายของผู้คนในดินแดนด้ามขวานยังคงปรากฎอยู่เช่นทุกวัน โรงเรียนยังถูกไฟไหม้แบบหาตัวคนทำไม่ได้อยู่ทุกที  นี่วันที่เท่าไหร่แล้วนะที่เรื่องราวอย่างนี้ยังคงเป็นเหมือนรูปประดับถาวรบนหน้าหนังสือพิมพ์ ความเปลี่ยนแปลงอย่างเดียวก็คงจะคือการเคลื่อนย้ายตำแหน่งกรอบของภาพข่าว บนบ้าง ซ้ายขวา ว่ากันไป "ชิน" บางคนนึกในใจเมื่อสายตาได้มองภาพเหล่านั้น พร้อมกับกวาดตามองข่าวอื่นๆ ข่าวทุกวันนี้มีแต่เรื่องที่ทำให้เกิดความเคยชิน และชา ในร้านกาแฟเล็กๆ อากาศสลัวคงไม่มีใครเอ่ยถึงเรื่องราวอย่างนี้อีก จะพูดถึงหรือหวั่นไหวตามทำไมในเมื่อมันเกิดขึ้นจนเป็นเรื่องปกติ ชาชิน ไม่ต่างกับวันนี้ที่แยกเดิมรถยังคงติด รัฐบาลชุดใหม่ยังคงไม่ต่างอะไรจากชุดเดิมๆ ชาชิน หรือ ชินชา สองคำเมื่อกลับไปกลับมา ความหมายไม่ได้ต่างไปเท่าใดนัก แต่น่ากลัว หากวันหนึ่งการทำให้ใครก็ได้ตายเป็นเรื่องปกติ การจะทำอะไรเพื่อผลประโยชน์ตัวเองแต่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นเป็นเรื่องผิดแต่ไม่บาปอีกต่อไป แล้วจะเป็นยังไงเมื่อคนรอบรายข้างตัวเห็นเลือดแล้วยังคงยิ้มเหมือนกับเมื่อมองดอกไม้ เราจะอยู่กันอย่างไร
 
ในทุกๆ วันเราต่างถูกทำให้เกิดความเคยชินในเรื่องที่ไม่น่าจะชินกับมันได้ ความเนือยนายกับเรื่องราวต่างๆ ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นล้วนแต่ไม่สร้างคำถามความเห็น หรือเปลี่ยนเป็นเรื่องราวใหม่ๆ โทรทัศน์ หนังสือ สื่อต่างๆ ล้วนบอกออกมาว่ามันธรรมดา ถึงแม้ว่าบางสื่ออาจจะไม่ได้มีเจตนาเช่นนั้นก็ตาม ความคิดเห็นต่อเรื่องราวที่ถูกต้องยังคงมีอยู่แต่ค่อยถูกกลืนหายไปในมี่สุด ณ วันนี้ข่าวบันเทิงล้วนแล้วแต่น่าสนใจมีความเคลื่อนไหว วูบวาบไปกับเรื่องราวของชีวิตผู้อื่น เช่นกันไม่ว่าจะนอกหรือในจอเราต่างมองเห็นชีวิตนักแสดงต่างๆ เป็นนักแสดงที่อยู่ในละครหรือหนัง ทั้งๆ ที่พวกเขาเองก็ยึดมันเป็นอาชีพ และมีเวลาอื่นๆ นอกเหนือจากชีวิตที่ถูกกำกับและขีดเขียนให้เป็นไป เราต่างมองภาพเหล่านั้นเป็นภาพเสมือน เป็นโลกจำลอง นึกถึงเรื่อง ทรูแมนโชว์ ที่แสดงโดย จิม แครี่ แม้ว่าสุดท้ายเราอยากจะลุ้นและช่วยให้เขาออกจากโลกเสมือน แต่กระนั้นเราเองต่างหากล่ะที่สร้างโลกใบนั้นให้กับเขา แม้กระทั่งสร้างมันให้กับตัวเองใบหนึ่งด้วยเช่นกัน ทุกๆ วันเราต่างติดหลงอยู่ในโลกของมายาภาพอยู่ตลอดเวลา ทุกๆ อย่างรอบตัว ทุกเรื่องราว คล้ายกับละครที่โดนกำหนดโดยบทอยู่เสมอ จะต่างอยู่บ้างก็แค่บทนั้นจะทำให้ละครหรือหนังจริงเรื่องนั้นเป็นอย่างไร โศกเศร้า รันทด สลดแสลง หรือสุขล้น ไปจนถึงเฮฮาไปกับมัน มีบางเรื่องคล้ายหนังแนว หนังอาร์ตเพราะจู่มันก็เงียบหายไปดื้อๆ คล้ายกับว่ามีฉากจบไม่เป็นไปอย่างขนบทั่วไป เราต่างอินหรือพยายามเข้าถึงมันแต่ไม่คิดกับมัน มีช่วงหนึ่งที่สังคมคลอนแคลนในเรื่องของการบริหารบ้านเมือง ความแตกแยกของคนไม่กี่คนกลับสร้างความแตกแยกกระเส็นสยออกไปจนลงไปในระดับครอบครัว ใครเชียร์ใครมีความเห็นอย่างไรเป็นเรื่องที่พูดเมื่อไหร่ก็มีปากเสียงกัน จากเคยดูเขาจนคล้ายดูหนัง ตัวเองก็กลับเข้ามาเป็นดาราเสียเอง แรงเหวี่ยงของกระแสต่างๆ กลับทำให้เราหลงลืมไปกระมังว่า สิ่งเหล่านี้มิใช่สิ่งที่ควรเคยชิน หากจะไม่รับรู้นั้นก็ไม่ผิดบาป แต่หากจะรับมันก็ควรอยู่ในขอบข่ายของการพิจารณามันด้วยปัญญามากกว่าที่จะอยากกำกับแสดงเองอยู่ร่ำไป
 
ดอกกุหลาบข้างบ้านบานออกมาแล้ว สีแดง ชมพูระเรื่อ นั้นก่อให้เกิดความงามตามธรรมชาติ แต่บ้างบางคนก็ไม่ได้ชอบมันเท่าไหร่ วันนึงมันเฉาดอกอื่นกลับผลิบานทเทน คนคนหนึ่งนั่งเสียดายในความงาม แต่อีกคนกลับดีใจที่ดอกไม้ในดวงใจกำลังจะชูช่อ หากจะเลือกดอกไม้ที่คนทั้งโลกต่างชอบเหมือนกัน คงไม่มี แต่ความงามนั้นเป็นมาตรฐาน สิ่งที่งามนั้นรับรู้ได้ แม้จะไม่ได้ชอบมากมาย จะดีแค่ไหนหากทุกคนมองดอกไม้ในดวงใจของใครๆ ได้ อย่างน้อยขึ้นชื่อว่าดอกไม้ในใจก็คงไม่ขี้เหร่นัก มองลงไปเห็ฒนและให้บานไปพร้อมๆ กัน
 
ฉันเหลวไหลมานาน และพล่ามอย่างไร้สาระ ราวกับว่าตัวเองเป็นอีกคนนึง ที่อยู่เหนือความรู้สึกทั้งปวง อาจจะถึงเวลาที่จะจบบทสนทนาที่ไม่ได้เรื่องราว และไม่ประติดประต่อ เพื่อกลับไปแสดงเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง
3月6日

ฉันกลับไป แม้สายน้ำไม่ไหลคืนกลับ

  • เวลาล่วงเลยไปเกือบสามปี หรือเกินกว่านั้น ฉันกลับมาที่นี่อีกครั้ง เมืองจำปาสัก เมืองที่ตั้งอยู่บนพื้นดินริมแม่นำ้โขง เมืองที่เคยเจริญรุ่งเรือง แม้ว่าห้วงเวลานั้นจะผ่านผันไปแล้วก็ตาม ความเป็นเมืองเก่ายังคงมีเสน่ห์อย่างขรึมขลัง จำปาสักเป็นเมืองหนึ่งในสิบเมืองของแขวงจำปาสัก ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของระเทศลาว หากใครได้อ่านเรื่องดอกฟ้าจำปาสักของหลวงวิจิตรวาทะการ ย่อมเคยผ่านตากับเมืองนี้ เมืองเล็กๆเมืองนี้ปัจจุบันอย่างที่บอกไว้ก่อนหน้าว่าโทรมทรุดลงจากความรุ่งเรือง แต่ทว่าสภาพของเมืองยังคงเป็นระเบียบเรียบร้องและสวยงามอย่างที่ควรจะเป็น อาจจะเพราะฉันไม่เคยเห็นความรุ่งเรืองของอดีต ฉันจึงรู้สึกว่า ณ ปัจจุบัน เมืองนี้เป็นเมืองที่น่าอยู่
  • เมื่อก้าวเท้าออกจากเรือเล็กที่พาล่องข้ามลำน้ำโขงที่กว้างใหญ่ ฉันเข้าสู่ตัวเมือง ยืนอยู่บนถนนที่ทอดยาวไปสู่ศาสนสถาน วัดพู ซึ่งเป็นศาสนสถานอันสำคัญและมีชื่อเสียงของประเทศนี้ ความสำคัญในแง่ของความสามารถของคนโบราณที่ผสานตัวเองปรับแปลงพื้นที่ให้เข้ากับธรรมชาติ จนฝรั่งตานำ้ข้าวที่เคยล่าอาณานิคมต่างยกย่องให้เป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรม แต่ก่อนที่ก้าวย่างสู่ถนนสายนี้ฉันขอเล่าอะไรบางอย่างระหว่างทางสักเล็กน้อย เส้นทางที่เราเดินทางจากประเทศของเรา เริ่มต้นที่ จ.อุบลราชธานี ไปสู่ อ.ช่องเม็กสุดเขตชายแดนของเรา แล้วต่อข้ามไปยังเมืองปากเซ เมืองศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของแขวงทางตอนใต้ของลาว รถโดยสารชั้นหนึ่ง อบลขปากเซ สนนราคาค่าเดินทาง 200 บาท ไม่แพงเกินไปสำหรับความสะดวกสบายที่ได้รับ เมืองปากเซ เพียงแค่ปีเศษที่เคยผ่านดูเจริญรุ่งเรือง ตึกรามบ้านช่องแผ่อาณาเขตออกไปเรื่อยๆ ที่ยังสร้างอยู่ก็มีมาก ผู้คนพลุกพล่านบริเวณตลาดใหญ่เมืองปากเซ "ตลาดดาวเรือง" ใครก็ตามจะต่อรถโดยสารล้วนต้องผ่านตลาดนี้ทั้งนั้น ฉันและเพื่อนร่วมทางได้รถไปจำปาสักเป็นรถสามล้อ คนขับชื่อสุพิ ผิวคล้ำปากหนักพอสมควรแต่ไม่เรื่องมาก ราคา 500 บาทที่ยื่นข้อเสนอมาพอรับได้เราจึงเดินทางไปกับเขาจนกระทั่งถึงบ้านม่วง ในสองคั้งที่ผ่านมาฉันมีความรู้สึกว่าโชเฟอร์รถในลาวจะค้ากำไรมากขึ้นเรื่อยๆ แต่กระนั้นหากตกลงราคาก่อนแล้ว คนขับจะเป็นผู้ที่ไว้เนื้อเชื่ือใจได้ ยกเว้นเสียแต่รถของเขาจะเกเร และเราก็โดนอย่างนั้นเข้าจริง เพียงถึงหลักแปด(หลักกิโลเมตร) รถสามล้อที่วิ่งฉิวเมื่อครู่ก็เริ่มสำลัก และหยุดนิ่งลงจนต้องแก้ไขกันถึงสามครั้ง เป็นที่น่าวิตกกับระยะทางข้างหน้าอีก 26 กิโลเมตร แต่เราก็ไปถึงท่าเรืองบ้านม่วงได้โดยสวสัดิภาพ เวลาดูเหมอนว่าจะเอื่อยช้าสำหรับที่นี่ ถ้าเราไม่กังวลกับมันมันย่อมทำอะไรเราไม่ได้
  • เมื่อถึงบ้านม่ววงแทนที่เราจะนั่งเรือบั๊กที่เป็นแพขนานยนต์ เรากลับเลือกเรือเล็กเพราะคำนวณความต่างของค่าใช้จ่ายแล้วพบว่ามันถูกกว่ากันถึงสิบบาท เรือลำเล็ก ผู้โดยสารหนักกว่าสามร้อยกิโลกรัมกับกระแสนำ้ที่ไหลเชี่ยว เมื่อเราอยู่กลางแม่นำ้โขง ระยะห่างสองฝั่งที่เคยดูใกล้ด้วยการประเมินจากสายตา กลับมีระยะยาวไกลกว่านั้นมากนัก และยิ่งมากขึ้นเมื่อเราพบว่าเรือลำนี้เป็นเรือที่คดไม่ได้ลักษณะเรือกติ ซึ่งพร้อมที่จะล่มลงได้ เราไม่สามารถขยับเปลี่ยนท่าทางได้เลย เพราะเพียงเล็กน้อยเราอาจจะลงไปเป็นผีเฝ้าแม่นำโขง เมื่อผ่านพ้นมาได้เราต่างนึกว่า ความต่างของเงินแค่สิบบาทเท่ากับความต่างของเป็นหรือตายได้ สิบบาทสี่ชีวิตก็เป็นสี่สิบบาทไม่แพงอย่างที่คิด