idh's profile0mnia vincit Amor : et n...PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    December 22

    อื่นๆ อีกมากมาย

    เส้นหลายเส้นเป็นเส้นสาย
    ลายต่อลายเป็นลวดลาย
    คนกับคนเกิดความสัมพันธ์
    เธอๆ ฉันๆ และคนอื่นๆ (อีกมากมาย)
    December 21

    ในตู้หนึ่งของรถไฟขบวนหนึ่ง(บันทึกระหว่างการเดินทาง)

    เช้าวันหนึ่งผมพบตัวเองบนรถไฟ นานมากแล้วที่ไม่ได้แนบก้นลงบนหลังของเจ้าม้าเหล็ก บรรยากาศเก่าๆ หวนคืนมาให้นึกระลึกถึง กลิ่นเหล็กและเสียงโครมครามดังอยู่ตลอดเวลาที่เกือกของม้าตัวนี้กระทบกระแทกลงบนรางวิ่งของมัน คนขายไก่ย่างข้าวเหนียวดูจะเป็นภาพคุ้นชิน เสียงเรียกให้ลองลิ้มชิมของผลไม้ที่อร่อยที่สุด อย่างน้อยๆ ก็ที่สุดบนขบวนรถไปนี้ หนุ่มสาวที่นั่งแอบอิงบนม้านั่งไม้หลังตรง มันคงนุ่มสำหรับพวกเขาทีอยู่ในห้วงเวลาของความสุขสม ลมหนาวโชยผ่านช่องลมเล็กๆ ตามข้อต่ออวัยวะของม้าตัวนี้ สร้างความเหน็บหนาวให้ใครบางคนที่นั่งอยู่คนเดียวบนม้านั่งไม้ ผู้คนหลากหลายขึ้นและลงผลัดเปลี่ยนเมื่อเจ้าม้าตัวนี้เทียบท่าชานชลาระหว่างทาง ภาพที่มองเห็นเหล่านี้หวนให้นึกถึงนิยายเรื่อง หลายชีวิต ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แม้ว่าพาหนะจะแตกต่างกันไป แต่ชีวิตผู้คนที่ผ่านเลื่อนไหลไปมาบนคลองจักษุในขณะนี้ก็ชวนให้นึกถึงเรื่องราวของพวกเขาแต่ละคน อย่างไอ้หนุ่มนักดนตรีที่ยืนสูบบุหรี่บนข้อต่อระหว่างขบวน สายตาที่ทอดยาวออกไปชวนให้รู้สึกว่า เสียงเพลงบ้านเกิดนั้นเรียกหาเขา หรือว่าเขาเองนั่นแหละที่ออกจากบ้านเกิดและกำลังมุ่งหน้าหาที่ทางใหม่ให่ใ้กับชีวิตและเสียงดนตรีของเขา หรือเขากำลังนิ่งสดับและใช้สมาธิไปกับเสียงล้อกระแทกรางเพื่อค้นหาท่วงทำนองใหม่และตัวโน้ตที่ตกหล่นในระหว่างการเดินทาง หญิงแก่โพกผ้าแบบอิสลามิกชนนั่งโดดเดี่ยว มือที่เหี่ยวแห้งด้วยวัยขยับเพื่อกระชับเสื้อคลุมราวกับว่าจะให้มันแนบเป้นส่วนหนึ่งกับผิวหนัง ความหนาวเหน็บทำร้ายคนสูงอายุได้ดีกว่าหนุ่มสาว พนักงานรถไฟเดินตรวจตราเป็นระยะ เสียงตัวหนีบตัวดับแต๊กๆ ทุกครั้งยามที่เขาเดินผ่าน การวนเวียนกับกิจกรรมซ้ำซากคงดีถ้ามือไม้ได้ขยับเป็นจังหวะทำนอง หรือเป็นการซ้อมเพื่อความคุ้นชินกับอุปกรณ์ในมือ ตำรวจรถไปดูเป็นหน่วยงานใกล้ชิดประชาชนเป็นที่สุด พวกเขาเดินไปมาตลอดเวลาที่รถขับเคลื่อน ตู้เสบียงด้านหลังดูเหมือนจะว่างเปล่าในขณะนี้ บรรยากาศต่างจากเมื่อคืนที่ครึกครื้นไปด้วยผู้คนเวียนเข้าออก พ่อค้าแม่ค้าขายกาแฟเดินถือกระติกน้ำร้อนบริการถึงที่ ผมนึกถึงเครื่องจักรชงกาแฟอัตโนมัติที่เรา ที่เป็นผู้ซื้อต้องเดินไปแสวงหามัน แทนที่มันจะอัตโนมัติจริงๆ เมื่อเราอยากกินมันควรประเคนกาแฟหอมมาให้ถึงที่ เพราะมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อความสะดวกสบายมิใช่หรือ เสียงโทรศัพท์หลากสำเนียง ทั้งรุ่นเก่าใหม่ดังมาเป็นระยะ เสียงเพลงประจำเครื่องทำให้ผมมองไปยังเจ้าของเครื่องมือสื่อสารนี้บ่อยๆ เปล่า ผมไม่ได้รำคาญ เพียงแต่สนใจควมาสัมพันธ์ของคนและโทรศัพท์รวมถึงสำเนียงเรียกเข้าที่พวกเขาเลือก บางเครื่องร้องเพลงของคนไกลบ้านชวนให้หัวใจทะยานกลับรวงรัง บางเครื่องแผดเสียงของวงร๊อกชื่อดัง แต่ละสำเนียงนั้นอาจจะบอกบุคลิกของเจ้าของเครื่องได้บางส่วน แต่ไม่ใช่ทุกคน เพราะเมื่อเสียงเพลงซิมโฟนีหมายเลขห้าดังขั้นเมื่อใด ผมจะต้องเห็นตัวเองมีสีหน้าฉงนพร้อมกับอาการค้นหาคำตอบประดับอยู่เมื่อนั้น เจ้าของมันเป็นหญิงสาวที่นั่งเยื้อจากผมไปหนึ่งแถวทางด้านหน้า จากด้านข้างผมมองเห็นความโค้งว้าที่เหมาะสมของรูปหน้า แม้เสื้อผ้าที่หนาแน่นสำหรับฤดูหนาวจะปกปิดส่วนต่างๆ ของร่างกายได้มิดชิด แต่ใครบางคนสามารถดูเสื้อผ้าแล้วเห็นถึงบุคลิกคนใส่ และผมเองจำเขามา การเลือกเสื้อผ้าของหญิงสาวแสดงออกถึงรสนิยมที่ดี และสีผิวท่าทางของหล่อนเองไม่บ่อยนักที่ปรากฎเห็นบนรถไฟชั้นสาม ทุกครั้งที่เพลงคลาสสิกของหล่อนดังขึ้น หล่อนมักจะยกมันขึ้นมามองด้วยอาการปกติด ราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย และเสียงเพลงนั้นจะดังต่อเนื่องไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการรับสาย ใบหน้าจากด้านข้างเรียบเฉย และบางครั้งความสวยงามนั้นก็มาพร้อมกับความเศร้าสร้อย ความสนใจทั้งหมดทั้งมวลของผมนั้นดำดิ่งอยู่กับสำเนียงนั้นและเจ้าของเครื่อง ไม่ ผมเองไม่เชื่อเหตุบังเอิญของใครบางคนที่พบรักบนรถไฟ หรือไม่ได้หวังสิ่งใดๆ จากหญิงสาวเจ้าของโทรศัพท์ เพียงแต่ความสนใจแปลกประหลาดที่รวมอยู่ในองค์ประกอบต่างๆ ในตัวหญิงสาวดึงดูดให้ผมไม่สามารถสลัดความคิดคำนึงบางอย่างออกจากหัวได้ ในขณะนั้นเสียงล้อเหล็กแทบจะไม่ได้ยิน ผู้คนรอบข้างนั้นเหมือนได้หายไปจากสายตา ทั้งขบวนรถไฟเหมือนกับมีเพียงหล่อนนั่งอยู่เท่านั้น แม้แต่ตัวผมเองก็ถูกทำให้หายไปด้วย ดูเหมือนรถไฟทั้งขบวนถูกครอบคลุมด้วยความแปลกประหลาดพิสดารขององค์ประกอบในตัวหล่อน สำหรับผมมันดูเหงาพิลึก เหงาทว่าสวยงามและก็ระคนกับความประหลาดล้ำ มันเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ผมมองหล่อนจากระยะห่างเพียงหนึ่งแถวที่นั่ง แต่ภาพนั้นเหมือนกับเรามองภูเขาสวยงามไกลตาที่จมอยู่ในหมอกแดดตอนเช้า สวยงามแต่ไกลออกไป ผมไม่แน่ใจนักว่าเป็นหล่อนเองหรือเปล่าที่พยายามอยู่ไกลออกไป ไกลออกไปจากผู้คน เสียงเพลงของเครื่องยังดังล่องลอยอยู่ ความจริงสำเนียงเพลงนั้นไม่เศร้าสร้อยแต่ไม่รู้ทำไม บรรยากาศรอบข้างจึงดำดิ่งลงสู่ห้วงเหวของความโดดเดี่ยว เสียงประกาศจากสถานีปลายทางดังขึ้น ผมรู้สึกตัวและขยับจัดแจงเป้ใบเล็กเพื่อเตรียมเคลื่อนย้ายตัวเองไปสู่พาหนะอื่นๆ ผมลงรถเป็นคนรองสุดท้ายในขบวนของผม เมื่อเดินผ่านหล่อนผมอดไม่ได้ที่จะกวาดหางตามอง ไม่เห็นอะไรมากนัก รู้แต่เพียงว่าหล่อนไม่มีทีท่าว่าจะขยับออกจากที่นั่ง หล่อนนนั่งในท่าที่ดูเหมาะและราวกับเป็นส่วนหนึ่งของเก้าอีไม้ตัวนั้น เมื่อสองเท้าแตะชานชลาผมยืนมองขตู้เดิมของขบวนรถไฟ ยังคงไม่มีใครลงมาเพิ่มจากที่ผมลง เนิ่นนานาทีจนสถานีรถไฟแห่งนี้เริ่มร้างไร้ผู้คน มีแค่ผมกับขบวนรถไฟ และถ้าจะมีคนเพิ่มก็คงเป็นหญิงสาวคนนั้น ผมตัดสินใจเดินหันหลังจากไป ขบวนรถไฟอยู่เบื้อหลัง อาจจะเป็นไปได้ที่หลังจากนั้นหล่อนก็อาจจะลุกก้าวลงมาจากตู้รถไฟ และเป็นไปได้ที่หล่อนอาจจะอยู่ในท่าเดิมที่สวยงามกลมกลืนกับรถไฟ และไม่จากไปไหนจนรถไฟเคลื่อขวบนอีกครั้ง ผมพยายามเลิกสนใจเหตุการณ์ในหัว แต่ความรู้สึกติดค้างคล้ายแมงมุมชราที่ชักใยเกี่ยวโยงต้นเสาใต้ถุนเพื่อเวลาสุดท้ายของชีวิต ความแปลกประหลาดนั้นยังไม่จางหายแม้ในเวลานี้...
    December 19

    ดวงดาว ภูเขา ป่า ฉัน และเธอ

    บันทึกเรื่องราวในห้องเล็ก วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2550 ห้องบัวตอง, ยูนิเซิฟ มช.

     

     

    วันจันทร์ที่ผ่านมา การเดินทางเนิ่นนานในต่างแดนทำให้เหน็ดเหนื่อยเกินกว่าจะเดินทางรวดเดียวถึงมหานครกรุงเทพ ผมจึงตัดสินใจหยุดตัวเองให้เคลื่อที่ช้าลงที่เชียงใหม่เป้นการปรับตัวกับความเป้นเมืองไปในตัว แต่จังหวะเวลาช่างพอเหมาะพอเจาะ เมื่อทราบข่าวว่ากลุ่มภาคีคนฮักเจียงใหม่ ได้จัดการเสวนาเกี่ยวกับการสร้างหอดูดาวบนดอยอินทนนนท์ เนื่องจากเวลาที่มีอยู่เหลือที่จะฆ่ามันให้หมด ผมจึงโยกย้ายร่างกายไปนั่งฟังเสวนาในครั้งนี้กับเขาด้วย บรรยากาศยามบ่ายของเมืองเชียงใหม่ช่างเป็นใจให้หาที่หลบมุม เพราะแดดร้อนแรงแม้อยู่ในช่วงฤดูหนาวนั้นทำให้ผิวบางๆ เริ่มมีอาการแสบคันขึ้นมาบ้างแล้ว

                    ห้องเล็กๆ ชื่อบัวตอง ไม่มีสีเหลืองเช่นสีดอกไม้สวยที่เป็นวัชพืชที่คนนนิยมมากที่สุด ห้องนั้นนิ่งงันในยามบ่ายต้นๆ คนยังคงไม่หนาตา ที่นั่งท้ายสุดของห้องคงเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับคนนนอกวงอย่างผม ไม่นานนาทีต่อมาคนเริ่มทยอยเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ จนผมเป็นคนในวงไปเสียแล้ว ด้วยโดนโอบล้อมอย่างอุ่นหนาฝาคั่งจากผู้คนหลากหลายอาชีพ การเสวนาครั้งนี้คงจะออกรสสนุก เมื่อผมกวดตาดูรายชื่อผู้เข้าร่วม พอพบชื่อที่คุ้นตาคุ้นหู ทั้ง นายแพทย์นักอนุรักษ์ แห่งชมรมอนุรักษ์นกล้านนา หมอหม่องนั่นเอง กวาดมองป้ายชื่อข้างเคียง ก็พบกับชื่อของอาจารย์อุทิศ กุฏอินทร์ อดีตคณะบดี คณะวนศาสตร์เกษตรศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีผู้อำนวยการผู้ดำเนินงานด้านดาราศาสตร์ อาจารย์บุญรักษา จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์จากคณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม จากเทคโนตีนดอยเยื้อกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขออภัยหากนามและนามสกุลบางรายการอาจจะผิดพลาดและตกหล่น สุดท้ายเป็นพิธีกรที่มากจากสายเอ็นจีโอ ผู้ที่คุ้นเคยกับผมเป็นอย่างดี แค่ชื่อยังไม่เจอตัวผมก็แทบอดใจไม่ไหวแล้ว

                    และแล้วก็ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย พิธีกรได้เปิดรายการรวมถึงบรรยายภูมิหลัง หน้าที่การงานคร่าวๆ ของผู้ร่วมเสวนาในครั้งนี้ ไล่เลียงเป็นลำดับไป เมื่อพิธีการผ่านไป ไสดล์เรื่องดอยอินทนนท์ก็ถูกฉายโดยมีเสียงของคุณหหมอหม่องบรรยายควบคู่ไปด้วย หมอหม่องฉายให้เห็นภาพดอยอินทนนท์สมัยเมื่อสิบยี่สิบปีผ่านมา ภาพความชุ่มฉ่ำอุดมสมบูรณืนั้นได้ไล่เรียงเข้ามาสู่สายตาของผม การมีโอกาสไปเยือนมาบ้างแล้วหลายครั้งทำให้ภาพเหล่านั้นสะกิดเตือนความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับดอยอินทนนท์ขึ้นมา หลายๆ คนคงรู้แล้วว่า ดอยดินทนนท์เป็นภูดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย สูงกว่าดอยหลวงเชียงดาว ดอยผ้าห่มปก ภาพความอุดมสมบูรณ์ค่อยทยอยผ่านไป ภาพเปรียบเทียบในปัจจุบันค่อยๆ ทยอยเข้ามาแทนที่ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติบนดอยดินทนนท์ทั้งจากการท่องเที่ยว และสาเหตุอื่นๆ ล้วนถูกนำเสนอขึ้นมาปรากฎแก่สายตาผู้ชม ไม่น่าเชื่อก็คงต้องเชื่อ เมื่อรูปภาพอดีตและปัจจุบันได้ถูกนำมาเปรียบเทียบกัน ผมจึงมราบได้ว่า การที่ผมไปเยี่ยมเยือนดออินทนนท์นั้นช่างต่างจากการที่คุณหมอและเพื่อนพ้องในแวดวงได้เดินทางเทียวขึ้นลงอยู่บ่อยครั้ง ผมแม้จะหลงรักในดอยสูงลูกนี้แต่สภาพความเปลี่ยนแปลงนี้ก็ไม่ได้ปรากฎแก่สายตาหรือความทรงจำ ผมคงเหมือนหลายๆ คนที่เดินทางไปเพื่อเที่ยวชมทำให้ภาพเบื้อหน้านั้นมีความเป็นปัจจุบัน และสร้างภาพให้เรารับรู้ว่านี่คือสิ่งที่ดอยอินทนนท์เป็นอยู่ทั้งในอดีตและปัจจุบัน แต่ถ้าคนที่ขึ้นไปบ่อยๆ ย่อมมองภาพนี้ได้ชัดเจนเพราะอยู่ในระหว่างช่วงเวลาที่ดอยดินทนนท์เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ภาพรถมากมายมหาศาลที่ทยอยปักหัวเข้าซองจำเป็นตามไหล่เขานั้น ทำให้ผมและคนอื่นๆ ตระหนักได้เลยถึงปริมาณที่มากเกินพอของผู้ที่อยากเห็นอยากสัมผัสดอยสูงดอยนี้ รถติดบนดอยไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนที่เห็นจนเจนตาในช่วงเทศกาล จากการประมวลภาพต่างๆ ผมตระหนักถึงปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่ง นั่นคือ ปัญหาเรื่องการท่องเที่ยว กระแสที่รุนแรง ความนิยมแบบล้นหลามนั้นน่ากลัว จริงอยู่ที่ใครและใครอาจจะคิดว่าขึ้นไปอยู่บนนั้นเป็นเวลาไม่นานก็ตาม แต่สมมติว่าคนทุกคนที่ขึ้นไปใช้เวลาแค่คนละหนึ่งชั่วโมงบนดอย วันนึงในช่วงเทศกาลมีคนขึ้นเป็นหมื่นคน อาจจะขึ้นในเวลาเดียวกันหรือเหลื่อมเวลากัน รวมออกมาก็เป็นเวลาที่มากโขพอสมควร นี่ไม่นับรวมคนที่ค้างอยู่บนดอย ถ้าอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกนับอายุการใช้งานจากจำนวนครั้งของผู้ใช้  ผมไม่แน่ใจว่าดอยอินทนนท์จะต้องมีครั้งการใช้งานเท่าไหร่ถึงจะพอ นอกจากภาพต่างๆ คุณหมอหม่องยังอธิบายถึงพืชพรรณและสิ่งมีชีวิตที่มีความสำคัญบนดอย ที่ยืนยันได้ว่าดอยสูงที่เปราะบางมีสิ่งมีชีวิตหลายสิ่งที่ไม่พบเจอในที่อื่นๆ ของโลก และในประเทศไทย มีความเฉพาะพื้นที่สูงและพร้อมที่จะสูญเสียได้ตลอดเวลา นับเป็นคุณค่าของพื้นที่ที่สำคัญยิ่ง นอกจากคุณค่าด้านชีววิทยาคุณค่าทางด้านจิตใจก็ไม่แพ้กัน ผู้ดำเนินรายการที่กล่าวถึงตอนต้น เป็นชาวปาเกอะญอโดยกำเนิด ได้กล่าวเสริมคุณหมอว่า เมื่อครั้งยังเด็กเขาได้เดินทางมาหาญาติที่เป็นปกาเกอะญอที่อาศัยในเขตดอยอินทนนท์ ญาติมักพูดถึงความศักสิทธิ์ของน้ำในบริเวณอ่างกาเสมอๆ ว่า สามารถรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยได้ชะงัดนัก แต่ตอนนี้น้ำในหลายจุดของอ่างกาได้แห้งขอดไปเสียแล้ว คุณค่าเชิงจิตใจนั้นนอกจากมีในกลุ่มชนเผ่าชาติพันธุ์กลุ่มย่อยแล้ว ในสำนึกของชาวเชียงใหม่ต่างระลึกอยู่ว่าบนดอยอินทนนท์บริเวณอ่างกานั้นเป็นที่ประดิษฐานของสถูปที่บรรจุอัฐิธาตุของเจ้าครองนครเชียงใหม่องค์ที่เจ็ดด้วย นั่นยิ่งย้ำความสำคัญในคุณค่าของดอยอินทนนทืให้ชัดเจน ภาพสุดท้ายหมอหม่องนำเสนอภาพคนป่วยนอนอยู่บนเตียงในห้องไอซียู อาการโคม่ามีสายยางท่อต่างๆ ห้อยระโยงระยางเต็มไปหมด และบอกว่า นี่คือ สภาพของดอยอินทนนท์ในปัจุบัน คนในห้องเสวนานั้นถึงกับอึ้งเงียบ เพราะหากจะมองว่าภูเขาใหญ่ลูกหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร คงไม่ชัดเท่ากับการมองแบบมีสิ่งเปรียบเทียบ

                    การไล่เรียงลำดับของผู้พูดในวันั้นไล่เรียงไปเรื่อยๆ จากหมอหม่องสู่อาจารย์บุญรักษาผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสร้างหอดูดาวโดยตรง ได้กล่าวถึงความสำคัญของหอดูดาวในเชิงการผลิตนักวิจัยทางด้านนี้ และการส่งเสริมให้เกิดงานวิจัยที่มีคุณภาพ นั่นเป็นเรื่องที่ดีมากๆ สำหรับความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย และหากเรามีหอดูดาวด้วยเสปคที่กำหนด หอของเราจะมีความใหญ่โตเป็นลำดับที่เทียบเคียงกับจีนซึ่งอยู่ในอันดับหนึ่งของโลกในเรื่องความใหญ่โต ณ ภาวะการณ์ปัจจุบัน นอกจากนี้เรายังจะสามารถเชื่อมร้อยเด็กๆ และเยาวชนให้หันมาสนใจการดูดาวและนั่นอาจจะส่งผลไปสู่การรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย เพราะดาวเองก็มีความผูกสัมพันธ์กับธรรมชาติอยู่มากโข ซึ่งอาจารย์บุญรักษาเองก็มีความตั้งใจในเรื่องนี้อย่างมาก ผมเองก็ได้มองเห็นประโยชน์ของการดูดาวจากการฟังท่านบรรยาย

                    คนต่อมาคือ อาจารย์อุทิศ ซึ่งได้กล่าวถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติบนดอยอินทนนท์ รวมถึงนำเสนอทางเลือกของการเลือกทำเลในการตั้งหอดูดาวแห่งใหม่ที่ไม่ใช่ดอยอินทนนท์ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกฎหมายป่าไม้และการหลีกเลี่ยงกฎในกรณีที่ต้องสร้างอาคารหรือสิ่งก่อสร้างขึ้นในพื้นที่ป่า นั่นทำให่ผมเศร้าอยู่บ้างเมื่อได้ฟังความจริงบางด้านของกฎหมาย แม้ว่าจะไม่เข้าใจมันอย่างถ่องแท้ก็ตาม อาจารย์จากดทคโนตีนดอยเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เข้าร่วมวงด้วย และเป็นสายแปลกแยกออกไป นั่นคือ ท่านเป็นอาจารย์สอนเกี่ยวกับวิชาสถาปัตยกรรม ซึ่งดูเหมือนจะห่างไกลหัวข้อที่สนทนาเหลือเกิน แต่ผมเองก็นึกได้ว่า หอดูดาวเองก็นับว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ต้องอาศัยหลักสถาปัตยกรรมเข้ามาประกอบ ฉะนั้นแล้วความรู้ขอศาสตร์นี้เองก็สามารถเป็นส่นหนึ่งของการนำไปใช้ในเรื่องนี้อย่างที่มีความสำคัญไม่ด้อยไปกว่าศาสตร์ใดๆ ท่านได้ลองคิดเรื่องความเหมาะสมรวมถึงหาทางออกสำหรับการย้ายที่สร้างหอดูดาวไปสู่ที่อื่น และหลังจากบรรยายจบกันครบถ้วนเป็นการอภิปรายแบบเปิดกว้างให้ผู้ฟังมีส่วนร่วม ซึ่งความคิดเห็นหลากหลายได้ทยอยหลั่งไหลออกมา ซึ่งส่วนมามาจากสายตา ทัศนคติ และพื้นฐานของแต่ละคน ซึ่งทั้งหมด มีทั้งเห็นด้วยกับการสร้างหอดูดาวในบริเวณนั้น และแน่นอนมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยเช่นกัน การอภิปรายยิ่งเปิดกว้างยิ่งดุเดือดชวนเลือดพล่าน ทว่าในเสียงสูงต่ำเหล่านี้อย่างน้อยๆ บางเสียงซึ่งอาจจะทำให้ใครบางคนชักสีหน้าไม่พอใจ หรือชักรอยยยิ้มเห็นด้วยให้ปรากฎออกมาก็ตาม ความสำคัญอยู่ที่ว่า ทุกคนถกกันถึงเรื่องที่ตนเองเชื่อ บนพื้นฐานของการเป็นผู้พูดและผู้ฟังที่เคารพกติกา วันนั้นผมพยายามอย่างยิ่งที่จะวางตัวเป็นแค่ผู้เดินทางผ่านมา อาศัยกาแฟกิน นั่งต่กแอร์ไป แต่เรื่องที่ได้รู้ ความตั้งใจของทุกคนที่อยากจะทำในสิ่งที่ตนเองเชื่อว่าดีที่สุดนั้น ทำเอาผมใจจดใจจ่อกับการถกปัญหาอย่างลืมตัว(แต่ไม่ลืมกินกาแฟและขนม)

                    สุดท้ายกระบวนการสร้างหอดูดาวบริเวณใกล้อ่างกายังต้องคุยกันอีกหลายรอบแน่นอน และโครงการเองก็ยังไม่ผ่านการทำประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม การนั่งคุยทำความเข้าใจเหล่านี้คงปรากฎอยู่เรื่อยๆ อีกสักระยะจนกว่าจะได้สิ่งที่นำความพอใจมาสู่ทุกฝ่าย หลังจากบ่ายนั้นค่ำคืนผมนั่งรถกลับบ้านเห็นทั้งดาว ภูเขา และป่าข้างทาง ทุกอย่างในเงามืดดูไม่มีอะไรด้อยไปกว่าอะไร และอยู่อย่างกลมกลืนในความเป็นตัวเอง หวนนึกถึงการประชุมเสวนาอีกครั้งผมอยากให้ทุกกรณีที่มีปัญหามีการจัดเวทีเช่นนี้อย่างตั้งใจ จริงใจ เพราะอย่างน้อยๆ เราทุกคนเองก็เป็นส่วนประกอบในนั้น เพราะเรายืนอยู่ใกล้ภูเขา ติดชิดป่าไม้และใต้ดวงดาว ที่สำคัญเรามีส่วนรับรู้และรับผิดชอบต่อการที่เผ่าพันธุ์ของเรากระทำต่อโลก ซึ่งเราเรียกว่า โลกของเรา

     

     

                   

    November 19

    เกี่ยว

    เจ้าทุ่งเจ้าท่า เจ้าป่าเจ้าเขา
    หน้าหนาวย้อนเข้ามาเยือน
    ทุ่งทองทาบทับประดับดิน
    ถึงเวลาร้องเพลงเกี่ยว
    นั่นอ้ายเสี่ยวบ้านเหนือ
    มาเรือถือเคียวรอลงแขก
    โน่นไอ้หนคนบ้านใต้ จอดควายใต้ต้นมะขาม
    นี่แม่รื่นขวัญใจอ้ายชมคุยขรมเรื่องเตรียมอาหาร
    นานี้วันนี้ นาโน้นวันหน้า
    ผลัดเปลี่ยนไปมาเอามื้อเอาแรง
    สองแขนเจ้าเท่านั้นออกแรงควั่นเกี่ยว
    เรียวแขนบางเจ้าย่างกระฉับกระเฉง
    ทุ่งทองหน้านี้เป็นชีวีของเรา
    ขอบคุณเจ้าเขา เจ้าทุ่งท่านาดอน
    รอเถิดอีกสักนิดนึงก่อน
    ข้าจะแต่งต่อนเนื้อผักถวาย
    แต่คืนนี้เดือนหงายจะร้องรำกำเคียว
    เกี่ยวเถิดนะแม่เกี่ยว อย่ามัวเหลียวเอี้ยวชะเง้อ
    ไอ้หนุ่มหน้าเซ่อดันมองไม่เห็น
    ว่าสาวหน้าเป็นเจ้าช้อนตาชายมา
    รื่นเริงรักร้องเพื่อนพ้องชาวนา
    ค่ำนี้คืนนี้หนาสีทองยังทาบทาผืนดิน
    October 29

    กาลครั้งหนึ่งที่ยังมาไม่ถึง

    กาลครั้งหนึ่งที่ยังมาไม่ถึง

     

    กาลครั้งหนึ่งที่ยังมาไม่ถึง ในเมืองหนึ่งที่พิลึกพิลั่นและประหลาดล้ำ เมืองที่ต้นไม้กลายเป็นสีอื่นๆ ที่ไม่ใช่สีเขียว ทั้ง ดำ ม่วง แดง ส้ม ฟ้า หลากสีหลายสรรค์ ที่ประหลาดกว่านั้นแต่ไม่แปลกก็แค่ไม่มีสีเขียว ในเมืองเมืองนั้นยังมีพระราชาองค์เดียวและพระราชินีองค์เดียว ที่เมืองอื่นๆ เคยมี พระราชาสวมเสื้อแปลกประหลาด พระราชินีเองก็เช่นกัน ยิ่งกว่านั้นที่ประชาชนก็แต่งกายประหลาดเหลือไม่แตกต่างกัน แต่ไม่มีใครสักคนใส่เสื้อที่มีแขน และใส่กางเกงที่มีขา เสื้อผ้าล้วนแต่ดูพิกลพิการ แต่ผู้คนนั้นสมบูรณ์ ทุกอย่างยังครบถ้วนทั้งหู ตา จมูก ปาก และอวัยวะอื่นๆ ต่างก็ไม่ต่างจากที่คนในกาลครั้งหนึ่งนานมาเคยเป็นและเคยมีอยู่ ในเมืองหลากสีร้อยแสง พระอาทิตย์ขึ้นในทิศทางที่ใครก็ตามอยากจะให้ขึ้น และพระจันทร์เองก็ทั้งเต็มดวงและเว้าแหว่งเป็นเสี้ยวสวยเท่าที่ใครและใครอยากจะให้เป็น ทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองเหมือนจะเป็นอย่างไรก็ได้ที่ผู้คนต้องการ เพียงใครนึกคิดอย่างไรสิ่งนั้นก็ดูจะเป็นไปอย่างนึกคิด ผู้คนล้วนสนุกสนานเพราะไม่มีใครชอบความทุกข์ แม้จะช่วงเวลาไหน ไม่ว่าครั้งหนึ่งนานมาหรือครั้งไหนก็ตามที่ยังไม่มาถึง วันและคืนดูจะสับสนแต่ก็มีความสุข จนกระทั่งกาลครั้งหนึ่งที่ยังมาไม่ถึงนั้นมาถึงแล้ว...

                    วันดีคืนดีที่มาถึง ต้นไม้กลายกลับเป็นสีน้ำตาล ใบนั้นก็เปลี่ยนไปเป็นสีเขียว อยู่ๆ เสื้อก็มีแขนงอกออกมาสั้นบ้างยาวบ้างตามฤดูกาล กางเกงก็เป็นเช่นเดียวกัน พระอาทิตย์ของเช้าวันนั้นโผล่มาทางทิศตะวันออก และตกลงในทิศตะวันตก เด็กๆ พากันสงสัย ผู้ใหญ่ต่างตั้งคำถาม พระราชาและพระราชินียังอดสงสัยไม่ได้ เมื่อความมืดที่ไม่เคยครอบคลุมทั้งนภาแผ่เข้ามาคลุมเมืองทั้งเมืองเอาไว้ ดวงจันทร์เสี้ยวโผล่ออกมาในเวลาไล่เรี่ยกับดวงดารา เด็กๆ พากันนั่งมอง ผู้ใหญ่ลองหลับตาแล้วลืม ภาพข้างหน้าไม่เหมือนกับความฝัน เพียงเป็นภาพที่ไม่เคยเห็น สรรพสีแปรเปลี่ยนหายไป ความธรรมดาของสีสรรค์กลับเปลี่ยนไปเมื่อวันนั้นมาถึง เด็กๆ งุนงง ผู้ใหญ่ต่างสงสัย อาจจะไม่ตระหนกตกใจ แต่แปลกประหลาดในหัวใจกับสิ่งเหล่านั้น เข้าของอีกวันยังคงเป็นเช่นวันวาน ไม่กลับไปเป็นอย่างเดิม จนกระทั่งอาทิตย์นึงผ่านพ้น สัปดาห์นึงผ่านไป และเดือนปีก็วิ่งไวเกินกว่าจะตามทัน คำถามน้อยลง ความสงสัยหายไป ทุกคนยังร่าเริงบ้าง แต่ไม่ทุกวัน ทุกสิ่งเคยชินแต่ไม่ได้หมายความว่าจะเหมือนเดิม ไม่มีใครในเมืองแม้กระทั่พระราชาและพระราชินีที่ทำทุกอย่างได้อย่างใจปรารถนาเช่นเคย เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นทิศตะวันออก ทุกคนต่างลุกขึ้นจากหลับไหล พาตัวออกไปภายนอก ไปทำโน่นทำนี่ และเมื่อท้องฟ้าถูกคลุมครอบด้วยสีดำ ทุกร่างก็เอนลงหลับไหล บ้างฝันถึงวันหลากสี บ้างฝันดี บ้างฝันร้าย แต่หลายปีผ่านไปสีสันยังไม่ทันกลับ

                    พระราชานิ่งนึกตรึกตรองหาวิธีการ พระราชินีช่วยคิดใคร่ครวญ ยังหาเหตุผลไม่เจอและหาวิธีแก้ไม่ได้ วันนึงพระราชาเรียกขาน ป่าวร้องก้องเมือง ให้ทุกคนมารวมกันใต้ต้นไม้ที่ลำต้นสีน้ำตาลและใบสีเขียว พร้อมประกาศก้องร้องออกไปให้ทุกคนรู้ ใครก็ตามพาแสงสีของกาลครั้งหนึ่งที่ยังมาไม่ถึงกลับมาได้แล้วไซร้จะตบรางวัลเป็นอย่างงาม ปวงประชาหาอยากได้รางวัลไม่ แต่กลับเสนอตัวตามหากันมากมาย ด้วยสงสัยว่าทุกอย่างเกิดขึ้นได้อย่างไร ว่าแล้วทุกคนก็กลับไปจัดแจงแต่งกาย เตรียมเดินทางค้นหาสีสันในวันที่ยังมาไม่ถึง

                    ไปแล้วกลับ ไปแล้วกลับ ผ่านวันเดือนปี ยังไม่มีผู้ใดหาเจอ นิดนึงก็หาไม่เจอ จนกระทั่งครั้งนึงที่ยังมาไม่ถึงได้หวนกลับมา ในวันนั้นทุกคนกลับย้อนจากผู้ให่เป็นเด็ก จากเด็กโตเป็นเด็กเล็ก เช้าวันนั้นทุกคนพลันพบว่าต้นไม้หลากสีสรรค์ร้อยพันมากมาย ใบไม้ยิ่งประกอบด้วยสรรพสีมากมายเกินจะนับ ดวงจันทร์ขึ้นมาพร้อมๆ กับพระอาทิตย์กลมโต วันวานหรือวันใหม่กันแน่ที่กลับมาหรือจากไป น่าสงสัยเหลือเกิน แต่ไม่มีใครสงสัย ใครต่อใครก็เป็นเด็ก เล่นสนุกกันทั้งวันคืน นึกสิ่งใดก็กลายเป็นสิ่งนั้น บางคนลอยอยู่บนนภาอย่างนก วันแห่งความร่างเริงกลับมาแล้ว วันที่เด็กยังคงเป็นเด็ก แต่ผู้ใหญ่กลับย้อนมาเป็นเด็ก เสียงหัวเราะดังสนั่นหวั่นไหว ดังเรื่อยๆ ทุกวัน จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน หลายๆ เดือนก็เป็นปี หลายๆ ปี ก็เป็นหลายๆ ปี จนวันนั้นวันที่ยังมาไม่ถึงย้อนกลับมาในวันหนึ่ง

    September 10

    อัศวินม้าก้านกล้วย

    ม้าก้านกล้วยขยับดังกุบกับ
    ขบวนเด็กวิ่งไล่จับแบ่งข้าง
    ครั้งนี้ข้าบ้างขอเป็นพระเอก
    อัศวินม้าก้านกล้วย...
     
    ถึงเวลาให้ม้าและคนหยุดพัก
    เจ้าตั๊กตัวโตป่ายปีนขึ้นต้นมะม่วง
    เจ้าด้วงตัวเล็กเข้าดงเล็บแมว
    แล้วพระเอกผู้ร้ายก็ถึงเวลากิน
     
    ของเล่นเรามีเต็มสวน
    ของกินเรางอกจากดินทุ่ง
    เรายุ่งอยู่ข้างนอกทั้งวัน
    เราต่างสุขสันต์สบายใจ
     
    เมื่อเข้าเมืองเรื่องวุ่นวิ่งเข้าหา
    ไม่มีม้าก้านกล้วยให้ควบขับ
    ไม่มีใครคอยตะโกนวิ่งไล่จับ
    ไม่มีที่ให้เราขยับเหมือนท้องนา
     
    เพื่อนใหม่ของเราต่างวุ่นวาย
    กับเกมส์ในจอสีสดใส
    เกมอัศวินขี่ม้าขาวห้าวเหลือใจ
    เข่นฆ่าผู้ร้ายเลือดเป็นทาง
     
    ข้าไม่อยากฆ่าดอกผู้ร้าย
    ก็อ้ายตั๊กมันเป็นเป็นเพื่อนฉัน
    ผลัดกันดีกันร้ายดูแลกัน
    วันไหนไม่เจอกันเหงาหัวใจ
     
    อยากกลับบ้านวิ่งเล่นบนท้องทุ่ง
    เข้าบุ่งทามหาอาหาร
    เข้าป่ากล้วยช่วยพ่อปลูกไม้งาม
    เอาไว้ยามอยากควบขี่ได้สมใจ
     
    จะชวนเพื่อนชวนพ้องร้องประกาศ
    จับฉลากแบ่งข้างสร้างป้อมเมือง
    ให้รุ่งเรืองเฟื่องฟูอยู่ข้างกัน
    ทั้งเมืองเอ็งเมืองข้าไม่ฆ่ากัน
    พักกลางวันนอนให้เพลินใต้ใบตอง
     
    September 08

    นา..ตาและยาย

    อากาศเช้าเย็นกาย
    ตายายคอนหาบ
    นาไกลพักนั่งบนศาลา
    ท้องทุ่งใกล้ตางามจับจิต
    เขียวรวงข้าวหลังฝน
    ควันขาวพวยพุ่งจากเถียงนาน้อย
    ยายตาคล้อยนึกถึงความหลัง 
    September 07

    ความสุข

    หลายๆ เช้าที่เปลือกตาเปิด ความวุ่นวายพวยพุ่งออกมาจากสิ่งรอบๆ ข้าง ในเมืองที่ผู้เบียดเสียดอัดแน่น ผมมักเคยคิดอยู่เสมอว่าเราจะมีความสุขได้ยังไงในเมืองนี้ แล้วผมก็เริ่มไขว่คว้าหามัน ความสุข ผมเดินอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่ผู้คนมากหน้าหลากตา สีสันลานตาจากห้างร้าน รอยยิ้มบนใบหน้า ความสุขน่าจะอยู่ตรงนี้ อากาศเย็นสบายเหมือนหน้าหนาว ขอเพียงไม่เปิดประตูออกสู่ข้างนอก เสียงเพลงดังวุ่นวาย ทำไมยังวุ่นวาย อีกครั้งเมื่อพบตัวเองอยู่ในสวนสาธารณะต้นไ้ม้สีเขียว ดอกไม้จากต่างประเทศอวดช่อชูดอกกันไสว ผู้คนยังมากมายและดูแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า ทำไมเรายังไม่สุข
     
    เช้าวันหนึ่งขณะเดินเข้าสู่ที่ทำงาน เมืองใหญ่ยังงัวเงีย เข็มนาฬิกาบอกเวลาหกโมง ถ้าแถวบ้านผมเสียงของการตื่นของทุกสรรพสิ่งจะดังกว่านี้ อากาศเย็นสบาย ผมลืมนึกไปแล้วว่าหลายๆ วันผมกำลังตามหาความสุข ซอยที่ผู้คนพลุกพล่านไม่แพ้ถนนแต่ซอยนี้กลับตื่นช้า ผมกลับผมเวลาที่เมืองกรุงเงียบแต่ไม่สงัด อาม่าเดืนกระฉับกระเฉง อากงจูงหมาไม่รู้ว่าใครพาใครไปเดินเล่น สนามหญ้าทางผ่านวันนี้ผมกลับได้หยุดยืนมอง ดอกหญ้าเล็กๆ สีสด อยู่ของมันอย่างเจียมตัว ผมก้มตัวลง เราทั้งสองใกล้กันมากขึ้น ผมเห็นสังคมมดบนผืนหญ้า แมลงตัวเล็ก ตั๊กแตนกระโดดเหมือนไม่รู้จักเหนื่อย แล้วผมก็เจอ เจอโดยไม่ต้องหา ..ความสุข..  
    September 05

    วันหนึ่ง กับฟ้าฝนตรงหน้า

    สดับเสียงฝนหล่นฉับพลัน
    ดินยิ้มรับเมล็ดน้ฉ่ำชุ่ม
    เมฆเบาลอยหลังปล่อยหยาดฝนปลิว
    เขียวทิวเขาเขียวเลือนกลางฝน 
     
    ยังเทมาไม่หยุดสาย
    พรายพร่างร่วงลงร่างรวง
    ยิ้มแต้มบนหน้าพรางโคลน
    ฝนหล่นล่วงชุ่มชื่นใจ
     
    ไม้เคยตัดไว้แตกยอดอ่อน
    เขียวใสสะท้อนบนเม็ดฝน
    หลากชีวิตละวางการดิ้นรน
    หยุดสดับรับเสียงฝนพรมพร่างพราย
     
    September 04

    เงียบ

    เงียบ...มิใช่ไร้สำเนียงขับขาน
    เสียงของฤดูกาลก็เต็มไปด้วยความเงียบ
    ใบไม้ปลิดปลิวย่อมส่งเสียงหากแต่เงียบกว่าจะสดับ
    เสียงของฝนหล่นกระทบแผ่นผืนดินสงัดทว่าชัดเจน
    เสียงของหัวใจใช่ดังตู๊บตั๊บขับขาน
    แต่เงียบเชียบทว่าเป็นสัมผัสชีวิต
    ลมหายใจแผ่วเบาเบาจนเกือบไร้สำเนียง
    ย่อมเป็นความเงียบเพราะเจ้าของเสียงนั้นเอง
    กบกระโดดลงในบ่อน้ำ
    พระเซนมิได้สดับหากแต่เกิดปัญญาญาณตระหนักรู้
    เราล้วนอยู่ในความเงียบได้เท่าที่อยากจะอยู่
    และความเงียบหาใช่ไร้ซึ่งสำเนียงสะเนาะของดนตรีกาลไม่
    ดนตรีที่ดีพอย่อมแฝงไว้ซึ่งความเงียบและนำพาซึ่งความสงบ
    สำเนียงเสียงล้วนเหลวไหลไม่จริงจัง
    ความเงียบจึงจีรังท่ามกลางสำเนียง 
    September 03

    ระหว่างเรา ระหว่างทาง ระหว่างใจ

    ต่อไปนี้เป็นบทสนทนาของใครบางคน ในคืนเดือนหงาย ที่ดาวหายเพราะแสงจันทร์กลืนกลบ ณ ที่แห่งหนึ่ง ที่เป็นที่เชื่อต่อระหว่าง คำว่า กรุงเทพ กับ ต่างจังหวัด รังสิต
     
    หนุ่มต่างจังหวัด : ...
    สาวกรุงเทพ      : อ้าว จะมายืนบื้ออะไร นัดมามีอะไรก็รีบว่ามา คืนค่ำจันทร์หงาย ชั้นควรจะดูเค้าถ่ายทอดนางสาวไทยอยู่ที่คอนโด
    หนุ่มต่างจังหวัด : เอ็งจะขาดซักปีไม่ได้เหรอ ไอ้นางงามเนี่ย ไอ้สวยงามเนี่ยมันจีรังเหรอวะ
    สาวกรุงเทพ      : เออ ตอนนี้มันไม่จีรังหรอก แต่สักวันหมอก็จะเก่งพอจะทำให้นางงามเป็นนางงามไปตลอด
    หนุ่งต่างจังหวัด : แล้วมันดียังไงวะ เอ็งอาจจะสวย แต่สักวันเอ็งก็จะตาย แล้วเอ็งจะสวยอะไรนักหนาวะ
    สาวกรุงเทพ      : เอ้า ไอ้นี่ แล้วมายุ่งเรื่องของชั้นทำมายฟะ ถึงต้องตายก็ตายแบบสวยๆ โว้ย 
    หนุ่มต่างจังหวัด : เออๆ ก็ขอให้แกสมหวังก็แล้วกัน
    สาวกรุงเทพ      : แล้วนี่ตกลงจะพูดได้หรือยังวะ ไอ้ที่นัดมา
    หนุ่มต่างจังหวัด : เอ่อ..อือ...อืม.........................
    สาวกรุงเทพ      : วะ ไอ้นี่ ไม่พูดกลับบ้านนะโว้ย
    หนุ่มต่างจังหวัด : เออ ข้ารักรักเอ็ง
    สาวกรุงเทพ       : ....... (ความเงียบเข้าครอบคลุม บรรยากาศตอนนี้ไม่รู้ว่าเมฆฝนลอยผ่านมาเมื่อไหร่ บดบังแสงจันทร์นวลเสียสิ้นไป)
    หนุ่มต่างจังหวัด : ........ เออๆ แกว่ามาเลย ไม่ต้องเงียบ เอาไงก็ว่ามา ข้าก็แค่อยากบอก แต่ข้าเองก็รู้ผลอยู่แล้ว ก่อนมาก็ไปเสี่ยงทายผีปู่ตามา ก็พอรู้
    สาวกรุงเทพ      : ... (รู้แล้วถามทำไมวะ เรียกมาซะชายแดนกรุงเทพ ไม่ได้มีอะไรเลย แค่คำพูดสามคำ แถมยังงมงายกับเรื่องผีสางอีก)
    หนุ่มต่างจังหวัด : เออๆ งั้นเดี๋ยวไปส่งแกแล้วกัน ไปเรียกรถ
    สาวกรุงเทพ      : ไม่ต้องอ่ะ กลับไปเถอะ
    หนุ่มต่างจังหวัด : ........
     
    ไม่รู้วันนั้นเป็นยังไง หนุ่มสาวแยกกันที่พรมแดนรอยต่อ ขณะที่ผู้หญิงไม่ได้ก้าวข้ามเขตเมือง ไอ้หนุ่มเองก็ไม่ได้ก้าวเข้าไป ต่างคนต่างยืนอยู่ห่างกันก้าวเดียว แต่ยืนกันคนละจังหวัด ดวงจันทร์สดสวยในคืนนั้นสุดท้าย เมฆครึ้มก็พาฝนเทลงมาท่วมท้น ท่วมล้นไปถึงในหัวใจไอ้หนุ่มบ้านนอก และแปลกกว่าแปลก ฝนตกมาถึงแค่ต่างจังหวัด ระยะห่างก้าวเดียวฝนกลับไม่ตกในเขตกรุงเทพ แทกซี่คล้อยหลังไปนานแล้ว ไอ้หนุ่มยังยืนตากฝน แค่ก้าวเดียวก็จะพ้นฝน แค่ก้าวเดียวก็จะเข้าเมือง แค่ก้าวเดียว........
     
    August 26

    เช้านี้และสายนั้น

    เช้า...ดอกไม้แม่บาน
    ต้นไม้พ่อเติบใหญ่
    ลูกชายออกจากบ้าน
    ตั้งแต่เมื่อวานของปีก่อน
     
    น้องชายรอพี่ชาย
    น้องสาวบ่นเพรียกหา
    เมื่อไหร่พี่ชายจะหวนมา
    กลับมาสู่ที่เคยจากไป
     
    สาย...ของวันหนึ่ง
    พี่ชายที่ซึ่งหายไป
    ลูกชายของพ่อแม่
    กลับมายืนงอแงที่หน้าบ้าน...
     
    August 08

    ฝน

    ฝนยังคงตกต่อเนื่อง วันนี้เป็นวันที่สี่แล้ว สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์แห่งหารเปียกปอน เงียบเหงา และขี้เกียจ เหมาะอย่างยิ่งกับคนสันหลังยาวเป้นสันดาน แม้ว่าสายฝนจะพาดอกไม้บางดอกผลุดโผล่ขึ้นจากผิวดิน หรือทำให้ผีเสื้อเริงรำบำก็ตามที แต่มันก็พาความพลุกพล่านจากไปในบางพื้นที่ ผมมักนั่งมองมันตั้งแต่เริ่มปรอยลงมาเป็นม่านเม็ด จนกระทั่งถั่งโถมลงมาไม่ขาดสาย มองมันผ่านบานเกร็ดหน้าต่างตรงหน้า โลกที่ใครมักบอกเสมอว่ากว้างใหญ่แคบลงไปถนัดตา จะต่างอะไรถ้าเราเห็นความกว้างใหญ่ของพื้นที่ข้างนอกแต่ออกไปไม่ได้ มันคงเหมือนถือเงินสิบบาทยืนหน้าร้านอาหารใหญ่ในใจอยากกินซุปร้อนๆ ผัดฉ่าราคาแพง แต่สั่งได้แค่ข้าวเปล่า และบางทีเขาอาจจะไม่ขายให้ด้วยซ้ำ ความจำเจของสายฝนนั้นพาให้หายใจขัดข้อง คงเพราะต้นไม้นั้นร่าเริงเกินไป เขียวของมันสร้างความคุ้นชินจนกลายเป็นเหนื่อยหน่ายที่จะมอง อยู่ใต้ฟ้ากลัวอะไรกับฝน นั่นมันคำพูดเท่ๆ โดยแท้ในขณะที่คนพูดนั่งอยู่ในร่มเงาที่บดบังสายฝนที่ซัดสาด ฝนไม่น่ากลัวเท่าการเปียกปอน อับชื้น ในวันที่สามที่ฝนเทลงมาไม่หยุดผมมักเหลียวมองผิวหนังตามเนื้อตัวบ่อยครั้ง ด้วยเกรงว่าตะไคร่นำจะเกาะผิ และเป็นไปได้มั้ยด้วยความสงสัยหากมันไม่หยุดเลยนับจากวันที่เริ่มตกและจะไม่หยุดจนกว่าน้ำท่วมทุกสิ่งบนโลกให้จมหายลงไปอยู่ใต้สายน้ำ ความมีชีวิตชีวาคืนกลับมาสู่ต้นไม้ในท้องไร่ปลายนาแตมันได้เดินจากออกไปแล้วจากตัวผม แม่ค้าหลายเจ้านั่งหน้าหงิกงอแววตาขุ่ขข้องมองสายฝนด้วยสายตาตัดพ้อ ไม่รังเกียจ แต่มันไม่เกินไปหรือตกมาครึ่งอาทิตย์ ผักปลาสวยงามเก็บเกี่ยวได้ในฤดูนี้แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าไม่มีใครสักคนเดินตากฝนออกมาซื้อมัน ตลาดเงียบเหงา เจ้าของกิจการขายร่มคงดีใจนี่เป็นเพียงฤดูกาลเดียวที่แน่ใจว่าอย่างไรก็ขายได้  เมื่อฝนมาเยือนความอุดมสมบูรณ์ก็ตามมา มาเสียจนเฟ้อฟุ้ง ผมมองออกไปอีกครั้งสายแดดโผล่ออกมาให้เห็นรำไร แต่ยังคงม้วนอายไม่ฉากทอแสงกล้าอย่างเคย เมฆครึ้มยังไม่หมดไป ก้อนใหญ่กำลังจะมาที่ปลายขอบฟ้าไกลออกไป จะว่าไปการบ่นให้กับฤดูกาลมันช่างเป็นเรื่องที่เหลวไหลไร้สาระสิ้นดี...  
    July 26

    ไกลตา ไกลใจ

    ใกล้ ใกล้ไป เจ้ามองไม่เห็น
    ไกล ไกลออกไป ไม่ชัดเจน
    ใกล้สายตาแต่ไกลหัวใจ นั่นจึงเป็น
    เรื่องของเรื่อง ที่มาของน้ำตา 

    หนีร้อน หรือ หนีรัก

    มีคนบอกว่า "คนที่มาทะเล ไม่หนีร้อน ก็หนีรัก" ผมพบตัวเองนั่งอยู่บนหาดทรายละเอียด ระยิบแดดในช่วงเวลาโพล้เพล้ต้องตกลงน้ำทะเลทำให้คิดถึงคำที่กล่าวถึงข้างต้น หนีร้อน หรือหนีรัก พงันยังคงสงบงามในยามนั้น ฤดูมรสุมทำให้นักท่องเที่ยวส่วนมากหลบเลี่ยงจากอาการเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายของท้องทะเล ซึ่งความจริงทะเลก็ไม่เคยให้ความแน่นอนแก่ใครสักครั้ง ครั้งนี้ก็เหมือนกัน เมฆฝนตั้งเค้ามาแต่ไกล การเคลื่อนที่ด้วยแรงลมกี่นอตก็ไม่ทราบ แต่จากสายตารับรู้ว่ามันจะพาฝนมาในไม่ช้า แล้วก็จริงและเร็วกว่ากำหนดอย่างมากมาย สายฝนเริ่มโปรยปรายละอองลงมาแล้ว ผมยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ทว่าอนุภาคทรายรอบก้นเริ่มกร่อนหายไปเพราะหยาดน้ำฟ้าเหล่านั้น ดีจริง แม่เสียดายแสงพราพร่างสะท้อนน้ำอยู่ก็ตม แต่ฝนก็ทำให้ผมร้องไห้โดยมีข้ออ้างกับตัวเอง...
     
    หลังเดินออกจากโรงภาพยนตร์ชั้นสองประเภทฉายควบสองเรื่อง ระบบหมุนวนไม่มีจบ วันนั้นผมได้ดูหนังท้ายเรื่องภาพยนตร์สยองขวัญจากนิยายขายดีที่ฝรั่งเขียน เพียงฉากใกล้จบไม่กี่ฉากก็สร้างความสยองพองเกล้าให้มากมาย เรื่องต่อมาผ่อนคลายลงบ้าง "เพื่อนสนิท" คือหนังเรื่องนั้น ผมดูทั้งน้ำตา เพระผมเพิ่งทำหน้าที่เหมือนในหนังมาเมื่อไม่นานนาทีก่อนเข้าโรง มันน่าจะดีถ้าชีวิตจริงไม่เหมือนหนังมากจนเกินไป เพื่อนสาวของผมเพิ่งเดินหายไปกับคนรักของหล่อน ก่อนที่ผมจะแยกออกมา หนังเรื่องนี้ผมดูทั้งน้ำตา เหมือนกันทุกอย่างกับชีวิตจริง ยกเว้นว่าพระเอกหนังหน้าตาดีกว่าผม ซึ่งมันก็แน่นอน เพราะไม่อย่างนั้นคงจะไม่มีใครดู หนังดำเนินไปเรื่อยจนถึงตอนจบของเรื่อง พระเอกมีทางอื่นที่จะไป แต่ตัวผมยังไม่มี พอหนังจบผมไม่กล้านั่งดูต่อ ถึงแม้ว่าอยากจะได้ความคุ้มค่ากับหนังอีกเรื่องก็ตามแต่มันดันเป็นหนังสยองขวัญไปซะนี่ ผมเดินออกจากโรงด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ นึกถึงทะเลขึ้นมาตะหงิดๆ อยากไปทะเล ผมเอ่ยในใจ
     
    รถไฟชั้นสามสายใต้ถึงสุราษฎร์เที่ยวนี้แออัดไปด้วยผู้คนมากมาย พลุกพล่านวุ่นวาย เกือบเหมือนในหนังแล้ว ผมคิด สุดท้ายพบตัวเองนั่งอยู่ตรงข้อต่อของขบวนรถไฟ กลิ่เหล็กและเสียงสะท้านแก้วหูทำให้นอนไม่หลับ และนั่นก็ดีมันดูเหม่อลอยอย่างกับพระเอกในหนังที่พึ่งดูเมื่อกลางวัน หญิงสาวกับแฟนหนุ่มที่นั่งอยู่ด้านตรงข้าม ฟ้ากลางคืนมืดมิด มองไม่เห็นอะไรแต่คนคู่นั้นยังคงชี้ชวนกันดูบรรยากาศภายนอก ทำให้ผมต้องนั่งลองเพ่งสายตาด้วยความตั้งใจออกไปนอกประตู ยังไม่เห็นอยู่ดี แล้วเค้าดูอะไร หรือความรักไม่ได้ทำให้ตาบอดอย่างเดียว แต่ยังสามารถทำให้ตาสว่างมองเห็นทิวทัศน์ยามค่ำคืนได้ แต่ไม่ว่ายังไงที่แน่นอนที่สุดมันทำให้คราบนำตายังติดอยู่บนหางตาข้างซ้ายของผม ถึงปากท่อดึกดื่นอยู่เหมือนกันเพราะรถไฟชั้นสามบ้านเรามีสถิติวิ่งช้าเกือบทีสุดในโลก ผมกับห่อก๋วยเตี๋ยวปากท่อสามห่อ ผมกินมันด้วยความเศร้ากินไปเรื่อยจนสุดท้ายนับได้เจ็ดห่อพอดิบพอดี ไม่ซื้อน้ำ ไม่ต้องกินน้ำตาม เพราะผมกินก๋วยเตี๋วเคล้าน้ำตา เวลาว่างบนรถไฟมีมมากมายเหลือคณานับยิ่งกับบนรถไฟชั้นสามแล้วด้วย อย่านับจะเกิดประโยชน์มากกว่า ผมใช้เวลาที่มีนึกถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนลงท้ายที่ขบวนรถไฟ แปลกมากหรือที่รักเพื่อนสนิท ชื่อมันก็บอกอยู่แล้ว ถ้าไม่ชอบไม่พอใจจะสนิทมั้ย ถ้าสนิทแล้วทำไมรักไม่ได้ คนเรารู้จักกันมาจนเห็นตับไตไส้พุง ลงลึกไปจนถึงบักเตรีในลำไส้ใหญ่ เห็นแล้วยังสนิท เห็นแล้วยังชอบ แล้วจะห้ามไม่ให้รักมันจะห้ามได้หรือ??? ผมกับเพื่อนไปไหนมาไหนด้วยกันมาตลอดตั้งแต่คบกันจนสนิทเราแทบไม่มีเวลาไม่ได้เห็นหน้ากัน ถึงแม้บางเวลาอย่างทำธุระส่วนตัวเราจะไม่เจอกันบ้าง แต่ใครมันจะอยู่ในห้องนำได้เป็นวัน เรายังคงไม่เคยห่างกันอยู่นั่นเอง เราช่วยเหลือกันและกัน บ้างก็ยอมลำบากเป็นเพื่อน และบ้างสบายเป็นเพื่อนกัน ความรู้สึกนี้บ่มเพาะมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าแล้ว วันนึงผมนั่นเองแหละที่เริ่มคิดไปไกลกว่าคำว่าเพื่อน แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งแสดงออก ยิ่งแสดงออก เพื่อนก็ยิ่งห่างไปไกลเรื่อยๆ มันก็คงจะยังทนกันได้อยู่หรอก ถ้าไม่มีใครบางคนเดินเข้ามา มีคนบอกว่าคนที่สนิทกันมากมักรักกันไม่ได้ หากเป็นแต่ก่อนผมคงไม่เชื่อ แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ คนที่มาไกลจากไหนไม่รู้ อยู่ๆ เพื่อนก็เปลี่ยนไปสนิทกับเขาแทน เมื่อมากขึ้นๆ เวลาที่เราห่างกันก็มากขึ้น สามคนดูจะมากเกินไปสำหรับการไปไหนมาไหน ผมจึงต้องเดินออกมาบ่อยครั้งจากวงกิจกรรมสำหรับสองคน มาคิดดูมันก็จริงนะ อย่างปิงปองเนี่ยถ้าตีกันสามคนพร้อมกันก็ลำบากเอาเรื่อง ยิ่งถอยก็ยิ่งห่าง ยิ่งห่างก็ยิ่งคิดถึง ยิ่งคิดถึงก็คิดได้ เอาวะ นั่นทำให้ผมเศร้าและต้องเข้าโรงหนัง ก็เพราะคิดได้ว่าต้องบอกว่าชอบมันเพื่อนของผมนั่นแหละ ไม่น่าคิดได้เลย ขณะนั่งคิดไปเรื่อยเปื่อยเฉื่อยแฉะ เสียงไก่จากขบวนข้างๆ ก็ขันดังลั่นมาถึงจุดที่ผมนั่ง เงยหน้าออกไปข้างนอก ฟ้าเริ่มสางแล้ว ตอนนี้ถึงไหนก็ไม่อาจทราบได้ รู้แต่ว่าเริ่มเห็นยอดมะพร้าวเป็นทิว แสงอาทิตย์แสงแรกส่องสวยงาม แต่ทำไมมันยังเศร้าอยู่วะ ผิดกับไอ้คู่ตรงข้ามเราคู่เดิมยังคงมองตากันเยิ้มไม่สนใจสีสันของท้องฟ้า แล้วรถไปก็วิ่งเข้าสู่ชานชลา ผมกับกลิ่นเหล็กรถไฟติดตัวรุนแรงอย่างน่าดีใจ เพราะอย่างน้อยๆ มันก็ช่วยกลบกลิ่นอื่นจากการไม่ได้อาบน้ำมาวันหนึ่งเต็มๆ กาแฟตอนเช้ากับสีเขียวของ้นไม้ที่มีอยู่มากในเมืองสุราษฏร์ เมืองหอยใหญ่ ไข่แดง แหล่งธรรมะ ทำให้ความสดชื่นกลับคืนมา แต่ความเสียใจยังคงอยู่ ภาษาใต้ดังวนเวียนรอบตัวไม่คุ้นหู แต่ก็ไม่แปลก อารมณ์อย่างนี้ยังนึกอยากจะฟังอะไร ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมกับเพื่อนสนิทคงนั่งวิเคราะห์สำเนียงเสียงถิ่นกันสนุก แต่วันนี้ดันมาอยู่คนเดียว สุนัขชราเดินมาสะกิดขาขอปาท่องโก๋ เพราะความที่ไม่รู้จะคุยจะสื่อสารกับใคร เราทั้งสองคือผมและสุนัขชราจึงอยู่ในสถานะเดียวกัน เราสนิมสนมกันนานจนปาท่องโก๋หมดถุง มันจึงเดินจากไปแบบไม่เหลือเยื่อไย แต่ก่อนไปยังอุตส่าห์หันมามอง ยังดีที่หมายังมอง อย่างน้อยๆ ก็ไม่ได้จากไปแบบไม่หันกลับอย่างที่เพื่อนผมทำ หลังจากจัดแจงตัวเองเสร็จสรรพ ก็จับรถไปท่าเรือดอนสักแล้วจึงนั่งเรือต่อสู่เกาะพงัน ตั้งแต่สัมผัสแรกของปลายเท้าแตะผืนดินบนเกาะ คำว่า สังสรรค์พระจันทร์เต็มดวงก็มีให้เห็นกันดาษดื่นทั้งป้ายใหญ่ป้ายเล็ก ดูเหมือนคนที่มาที่นี่คงจะชอบมาดูพระจันทร์เต็มดวง แต่แล้วก็รู้สึกว่าตัวเองเข้าใจผิดอย่างแรง เพราะถัดจากป้ายพระจันทร์เต็มดวง ยังมีป้ายสังสรรค์วันพระจันทร์ครึ่งดวง เสี้ยวดวงก็มี ไปจนถึงคืนเดือนมืด อืม พระจันทร์น่าจะไม่ใช่ประเด็นหลักแล้วล่ะ สังสรรค์ต่างหาก เพราะจากการดูป้ายที่ไล่ตามจันทรคติแล้วพบว่าไม่ว่าพระจันทร์จะเปลี่ยนทรวดทรงอย่างไร คำว่าสังสรรค์ยังห้อยท้ายอยางสำคัญอยู่อย่างนั้น ผมคิดกับพระจันทร์และสังสรรค์ไปเรื่อยจนลืมไปว่าตัวเองกำลังเศร้า ต้องเศร้าสิ เรามาเพื่อเศร้า ผมคอยเตือนตัวเองให้ระลึกถึง และไม่ลืมทิ้งคราบนำตาที่หางตายามได้คิด เมื่อหาที่พีกได้ผมก็เริ่มนั่งบรรเลงความเศร้าที่ริมหาด เช้าจรดเย็น...
     
    หนีร้อน หรือหนีรัก วันคืนใหม่เปลี่ยนไป จากคืนสู่วัน จากการสังสรรค์สู่ความเงียบสงบ ผมยังคงนั่งอยู่อย่างนั้น นั่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งแดดเริ่มฉายแสงกล้ามากทุกที เนื้อตัวเริ่มแสบมากขึ้นเรื่อยๆ ตอนนี้ชักไม่แน่ใจแล้วสิว่ามาทะเลจะหนีร้อนได้จริงๆ แม้กระทั่งหนีรักซึ่งเป็นประโยคท้ายก็ยังหนีไม่ได้ ทำไมต้องมาไกลขนาดข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อร้อนและยังคงรัก คิดได้ผมก็บอกลาเกาะเล็กๆ กับสีเขียวครามของน้ำทะเลกลับสู่เมืองที่จากมาแต่แรก พบตัวเองนั่งอยู่หน้าพัดลมหนีร้อน แต่ยังคงหนีรักไม่พ้น เอาเถอะ ยังไงซะก็หนีได้อย่างนึงล่ะ...      
    July 24

    สายไหม

    ค่ำคืนที่สวยงามมีจันทร์ดวงกลมลอยอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่างบนผืนดิน วัดเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ทามกลางบ้านเรือนหลายหลังที่รายล้อม แต่ในวันนี้กลับดูคึกคัก งานวัด ข้าพเจ้านึกถึงคำๆ นี้ ผู้คนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ดีที่สุดของเขา เดินขวักไขว่ไปมา งานอย่างนี้นานทีมีหน ใครต่อใครก็ไม่อยากพลาด แต่ละคนจึงงัดเอาเสื้อผ้าอินเทรนด์ตามแต่ละสมัยที่ตัวเองนิยมขึ้นมาประดับร่างกันยกใหญ่ หนุ่มสาวในห่อตัวเองในเสื้อตัวเล็ก เตี่ยวยีนส์ถูกนำมาห่อหุ้มด้านล่าง นอกจากกันอุจาดแล้วยังเป้นเครื่องประดับที่อวดใครต่อใครได้เสมอ ไม่ว่ามันจะผลิตจากที่ไหนในใจผู้ใส่ล้วนคิดเอาว่ามันเป็นเครื่องแสดงออกถึงความสมัยใหม่ในโลกสากล หญิงสาวคราวป้านุ่งซิ่นกับเสื้อสีสวย ผลัดแป้งหน้าแจ่มนวล ในอ้อมกอดนอกจากลูกน้อยๆ แล้วยังมีเสื่อเผื่อเล็กเขาว่าคืนนี้มีหนังกลางแปลงลานวัดจึงเป็นพื้นที่เพียงผืนเดียวี่กางจอผ้าสีขาวขนาดใหญ่ได้ ผู้คนนั่งออกันรอสารบันเทิงจากโลกข้างนอกกันที่นี่อย่างเนืองแน่น ต้นโพธิ์ใหญ่ใกล้จอยังมีที่พิเศษสำหรับเด็กวัดและเณรหนุ่มน้อยทั้งหลาย ขนาดว่ากิ่งก้านขนาดใหญ่หลายกิ่งถูกจับจองไว้แล้วแต่หัวค่ำ ผู้ชายส่วนใหญ่ยังมาไม่ถึง พวกเขาพาตัวเองเกาะขอบเวทีมวยอยู่แถวๆ ป่าช้าท้ายวัด ที่นั่นมีเวทีมวย มวยลูกบ้านนี้ไม่ดังแต่กำลังใจล้นหลาม ทุกคนมารอเชียร์ไอ้หนุ่มหน้ามนของเขาปะทะหมัดกับคนต่างหมู่บ้านอย่างใจจดใจจ่อ เสียงต่อรองราคาดังอยู่รอบๆ เวทีมวยชั่วคราว งานนนี้เหมือนมวยใหญ่ในทีวี ขาดแต่คนมอบทองเท่านั้นที่ไม่เห็น แต่ไม่เห็นไรเพราะคนถือกล้วยอ้อย ทองหยิบทองหยอดคอยปลอบขวัญที่ยังมีอยู่เยอะ ผมเดินเลี่ยงออกจากสองบริเวณ ที่เนืองแน่นด้วยผู้คนออกไปยังร้านรวงชั่วคราวที่ขายทุกอย่าง ข้าวของทั้งเครื่องกินเครื่องใช้เรียงรายให้เลือก สาวสวยต่างถิ่นนั่งปั่นขายสายไหมอยู่มุมหนึ่งไกลออกไป ถึงไกลแต่ร้านสาวเจ้ากลับมีผู้คนมามิได้ขาด จะว่าเจ้าสวยด้วยจันทร์ส่องก็ไม่ใช่ ทั้งปากคอคิ้วคางดูลงตัวสมส่วน หล่อนอยู่ในชุดซิ่นถุงเสื้อเบาแต่ไม่บาง แก้มหล่อนมิได้แต้มแต่งอะไรมากไปกว่าแป้งเด็ก ผมไม่ใช่รายแรกและรายสุดท้ายที่เวียนเข้ามาซื้อสายไหมจากร้านหล่อน และรอบนี้เป็นรอบที่สามแล้วสำหรับสายไหม เฉพาะวันนี้วันเดียวน้ำตาลในเส้นเลือดก็มากกว่ารอบปีที่ผ่านมา สายไหมหลากสี ขาว ชมพู เหลือง ตามแต่หล่อนจะย้อมมัน น้ำตาลเส้นเล็กละเอียดแต่หวานบาดคอ ไอ้หนุ่มบางรายถึงกับนั่งเฝ้าร้าน หญิงสาวในหมู่บ้านพาลคว่ำบาตรไม่ซื้อสายใหม่ของเจ้าหล่อนทั้งที่อยากกินใจจะขาด เสียงตามสายของวัดประกาศให้ไปลงคะแนนเสียงในการรับและไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ มันก็คงเป็นเสียงตามสายเท่านั้น เหมือนเคย บางคนบ่นว่าคราวนี้มาแปลกหนังไม่ขายยาแต่ขายรัฐธรรมนูญ แล้วหน้าตามันเป็นยังไงหนอ บ้างก็ซุบซิบในแวดวงการเมืองท้องถิ่นว่าการลงคะแนนครั้งนี้ไม่มีเงินแจก พรึมพรำกันไปเรื่อยตามเรื่องตามราว ผมยังคงนั่งอยู่ที่ร้านสายไหมดูสาวน้อยขายจนมือระวิง บ้างก็มีไอ้หนุ่มมาเสนอตัวขอช่วยขายเอาอกเอาใจ แต่ความหวานนอกจากจะอร่อย ยังเหมือนคนโบราณว่า กินหวานมากๆ จะดุ ก็ไอ้หนุ่มสองสามคนที่กินของหวานมากๆ นั่นแหละ นัดเดินกันไปหลังป่าช้า ไปจัดการปัญหาด้วยกำลัง เพราะต่างคนต่างกินหวานมาก ดุกันมาก กันท่ากันไปมาก็มีเรื่อง แต่สาวเจ้าก็วางตัวดีไม่มีทีท่าอะไรเป็นพิเศษ ผมนั่งมองอยู่นานจึงลุกเข้าไปซื้อเป็นรอบที่สี่ ไอ้หนุ่มบางรายมองตาขวางก็พาลทำเป็นมองไม่เห็นเสีย แต่หล่อนคงจำได้จึงยิ้มทักทาย เท่นั้นความดุของหนุ่มอื่นก็ขึ้นมาที่หน้า ผมต้องรีบจ่ายสตางค์แล้วผละออกมา
     
    หลังงานวัดคืนนั้น วัดก็กลับมาสงบเงียบและร่มเย็นเช่นเคย เสียงต่างๆ ก็พลอยหายไปกับเวทีมวยและรถฉายหนัง หัวใจของผมก็เหมือนกัน มันจากไปพร้อมกับสาวขายสายไหมคนนั้น สายไหมที่บางเบา หวานและละลายง่ายเหมือนไม่ได้กิน เพราะไม่ทันได้เคี้ยวก็ละลายเสียแล้ว ผมนั่งมองสายไหมสี่ถุงข้างกาย ตั้งใจว่าจะเก็ยเป็นอนุสรณ์ให้นึกถึง แต่แดดร้อนก็เล่นเอาละลายเป็นก้อนและสีก็เลือนเลอะไม่สวยงามอยางเพิ่งทำใหม่ๆ ใจก็ลอยออกไปไกล งานวัดงานหน้าว่าจะซื้อให้มากกว่านี้ มากกว่าลูกกำนันคนโก้ที่ซื้อเหมาแผงเพื่อพาหล่อนเดินเที่ยว แล้วหล่อนก็หายไปเหมือนสายไหมที่สวยงาม หวานลิ้น แต่ละลายง่ายเหมือนไม่ได้กิน...  
    July 15

    เมื่อจากลา

    น่าแปลกใจ เมื่อฉันจะจากลาจากสถานที่หนึ่ง ฉันพยายามเหลือเกินที่จะได้ร่ำลากับใครบางคน ขอเพียงคำร่ำลา ฉันเฝ้าพร่ำอยากให้เขาได้ยินบ้าง รับฟังคำร่ำลาของฉันบ้าง ในขณะที่ยังมีบางคนเฝ้าอวยพรให้ฉันโชคดี ความสับสนในจังหวะเช่นนี้มักเกิดขึ้นเป็นประจำระหว่างทาง ทางชีวิต...
    July 10

    บันทึกถึง 2 ความตาย ในค่ำคืนหนึ่ง

    ความเคลื่อนไหววุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อเวลา ห้าทุ่มของค่ำคืนหนึ่ง ในห้องพิเศษ 3 ตึกสงฆ์ของโรงพยาบาลเล็กๆ อากาศในคืนนั้นไม่ค่อยสบายเท่าใดนัก ออกจะร้อนน่ารำคาญอยู่บ้าง ข้าพเจ้าออกจากห้องด้านข้างเพื่ออกมารับลมยามค่ำคืน ซองบุหรี่อยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านซ้ายถูกเก็บลงไปอีกครั้ง เพราะเรื่องราวข้างหน้า ชายวัยกลางคนยืนหน้าห้องนั้นนัยน์ตาแดงก่ำ สีหน้าโศกเศร้าผิดจากเมื่อหัวค่ำที่ข้าพเจ้าเห็นเขา เราเจอหน้ากันมาเป็นเวลาหลายวันแล้ว เพราะเราต่างก็เป็นญาติผู้ป่วยซึ่งอยู่ห้องติดกัน จะมากจะน้อยย่อมเคยเห็นจากการมองลอดช่องหน้าต่างยามเดินผ่าน ข้าพเจ้าเหลือบไปเห็นพยาบาลเวรยืนคุยกับหมอเจ้าของไข้อย่างเคร่งเครียด "ไม่คิดว่าแกจะไปเร็วอย่างนั้นค่ะคุณหมอ เพราะเมื่อกี้จอยเพิ่งเข้าตรวจเช็คและพูดคุยกับแกอยู่เลย" เสียงพยาบาลสาวกล่าวกับหมอที่ยืนทำหน้าเคร่งเครียดบอกข้าพเจ้าให้พอปะติดปะต่อเหตุการณ์ได้ ด้วยมารยาทข้าพเจ้าเดินผ่านไปทำธุระของตัวเองที่ด้านนอกตัวตึก ในส่วนที่เป็นสวนหย่อม บุหรี่ถูกจุดขึ้นแสงสว่างวาบเมื่อข้าพเจ้าดูดใบพืชมวนยาเข้าสู่ห้วงปอดของตน เสียงจากห้องนั้นยังคงดังออกมาได้ยินเป็นระยะ จากจุดที่ข้าพเจ้านั่งอยู่ในสวนนั้นมองเห็นความเคลื่อนไหวได้ไกลๆ ผู้คนเริ่มมากขึ้นคงจะเป็นญาติของผู้ป่วยห้องนั้น คนสองสามคนเดินมาตมทางเท้าเพื่อเข้าสู่ตัวตึก สีหน้าทั้งสามเคร่งเครียด ยามวิกาลอย่างนี้ไม่น่าจะมีคนมาตามการรับรู้ของข้าพเจ้าที่ได้อยู่ในที่แห่งนี้มาป็นเวลานานพอสมควร ไม่นานนักความสงสัยก็ดูจะหายไป เมื่อชายที่ยืนตาแดงอยู่เมื่อข้าพเจ้าออกมาจากห้องตะโกนเรียกชายทั้งสามให้ไปในทิศทางที่เขายืนอยู่ 

     

    เมื่อเสร็จธุระข้าพเจ้าก้าวเข้าสู่ตัวอาคารด้วยทางเส้นเดิม และยังคงต้องผ่านห้องนั้นที่ตอนนี้มีผู้คนมากมายยืนอยู่ ข้าพเจ้าเหลือบมองเข้าไปที่คุณยายที่นอนบนเตียง สีหน้าสงบราบเรียบ ผิดกับใบหน้าของใครต่อใครที่ยืนอยู่หน้าห้อง พยาบาลและหมอยังคงถกกันไม่จบในเรื่องที่เกิดขึ้น ทุกอย่างดูวุ่นวายแต่ก็สงบเงียบไปด้วยในเวลาเดียวกัน มันคงไม่ใช่ครั้งแรกที่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ข้าพเจ้าเข้าสู่ห้องของตัวเอง เสียงข้างนอกยังคงส่งมาให้ได้ยินเป็นระยะๆ ในห้องสี่เหลี่ยมเสียงเครื่องปรับอากาศชรายังคงร้องครางในจังหวะเดิม ข้าพเจ้าทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ เสียงห้องข้างๆ ชัดเจนขึ้นเมื่อผ่านผนังปูนที่กั้นเราทั้งสองห้องออกจากกัน ผนังที่ก่อฉาบด้วยปูนหนาเพียงสิบเซ็นติเมตร หากรื้อผนังนั่นออกแล้วบอกว่าข้าพเจ้านอนอยุ่ข้างๆ กับคนข้างห้องนั้นก็ไม่แปลก เพราะเราไม่ได้อยู่ห่างกันเลย บรรยากาศในห้องของข้าพเจ้าตอนนี้เงียบสงบ เงียบทว่ายังมีเสียงของลมหายใจ ขณะที่ห้องข้างๆ ส่งเสียงดังมาแต่ดูเหมือนบางอย่างจะขาดหายไป จากไปแล้ว โลกของความตายหากจากข้าพเจ้าเพียงสิบเซ้นติเมตรเท่านั้น แต่มันดูห่างไกลเหมือนอยู่กันคนละโลก คนละมิติเวลา ไม่ต้องถึงสิบเซ็นติเมตรก็ได้ ต่อให้เราใกล้กันมากกว่านี้เราก็ดูห่างกันอยู่ดี เพราะเราต่างได้กลายเป็นสมาชิกของโลกคนละใบ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้อาจจะไม่นานนาทีเรายังอยู่ร่วมกัน คำ่คืนนั้นแปลกที่ข้าพเจ้าไม่ได้รู้สึกกลัวตามนิสัยที่เป็นอยู่ หากแต่หลับตาลงนอนด้วยความรู้สึกแปลก จะว่าเหนื่อยล้าก็ไม่ใช่ มันออกจะดูเหมือนได้มองผ่านอะไรบางอย่าง เหมือนเวลาที่เรามองดูใบไม้ตั้งแต่ใบยังติดขั้วจนร่วงลงสู้พื้นดิน

     

    เช้าข้าพเจ้าคงลุกขึ้นทำกิจกรรมปกติธรรมดาของชีวิต เครื่องปรับอากาศทำงานสม่ำเสมอ คือยังคงส่งเสียงครางอย่างสม่ำเสมอไม่เสื่อมคลาย คล้ายกับมันส่งเสียงอย่างนั้นมาแล้วตั้งแต่เกิดและจะส่งไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสิ้นอายุไขของมัน เช้านี้ใครบางคนบอกข่าวถึงการจากไปของคนบ้านใกล้เรือนเคียง การผูกแขวนตัวเองไว้กับขื่อคาของเรือนไม่ได้ทำให้เขาตาย แต่อากาศที่โดนจุกด้วยพันธนาการของเชือกต่างหากที่ทำให้เขาจากไป ชายธรรมดาๆ คนหนึ่งที่มีร่างกายแข็งแรง รูปร่างสูงใหญ่ และในห้วงเวลาหนึ่งเขาเองเคยได้รับการเกรงขามจากใครต่อใคร สาเหตุของการตายคือการที่ญาติของเขาจะพาไปออกยา ยาที่พยุงชีวิตให้เขาอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้ เจ้าของข่าวนี้บ่นงึมงำถึงผู้ตายรายที่สองนัยว่าสร้างความลำบากให้กับญาติพี่น้อง ซึ่งอันที่จริงมันคงไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาสร้างความลำบาก ข้าเจ้ารับฟังอยู่เงียบๆ โดยไม่ได้แสดงความคิดเห็นแต่อย่างใด อาจจะเป็นเพราะเช้านี้หลังข้าพเจ้ายังคงมีอาการเจ็บปวดอยู่เช่นที่เคย สองความตายในหนึ่งค่ำคืนช่างเป็นความตายที่แตกต่างกันเสียนี่กระไร ตายหนึ่งพยายามยื้อยุดฉุดเอาไว้ ตายหนึ่งพยายามผลักดันส่งมันด้วยเจ้าของชีวิตของมันเอง มันคงบอกได้ยากว่าความตายอย่างไหนดีกว่า เลวกว่า เพราะสุดท้ายแล้วเรื่องที่แน่นอนก็คือ ทั้งสองจะไม่มีทางหวนกลับมาใช้ชีวิตบนโลกนี้ได้อีก ข้าพเจ้าอึกอักบ้างเล็กน้อยที่ไม่สามารถแสดงความรู้สึกหรือความนึกคิดอันใดเกี่ยวกับความตายทั้งสอง แต่ก็ไม่เป็นปัญหากับตัวข้าพเจ้าเองแต่อย่างใด เพราะอย่างน้อยๆ ข้าพเจ้ายังอยู่ ยังสามารถระบายลมหายใจเข้า-ออกได้อยู่ ถึงแม้จะไม่มีใครรรู้ว่าจะทำเช่นนั้นได้อีกนานเท่าไหร่...

    บันทึกถึงเวลาในโรงพยาบาล

    ข้าพเจ้านับถึงวันเวลาที่วนเวียนอยู่ในโรงพยาบาลได้เป็นเดือน การเข้าออกสถานที่ที่ำม่มีใครอยากเยี่ยมกรายเข้าไปหากยังอยู่สุขกายสบายใจ การเดินผ่านโรคภัยของผู้อื่นไม่ใช่ความสุขที่เป็นรสนิยม ความเจ็บปวด การสูญเสีย เกิดขึ้นทุกๆ วัน หรือถ้าจะกล่าวให้มากกว่านั้นก็เกือบจะทุกๆ วินาที เพราะชีวิตดำรงอยู่ด้วยการผูกมัดของเวลา เสี้ยวเวลาหนึ่งก็มีทั้งเกิดและดับได้ในคราวเดียวกัน การได้มองเห็นสิ่งต่างๆ ในโรงพยาบาลเป็นเวลานานพอสมควรนั้นทำให้ข้าพเจ้าได้รู้สึกถึง คำว่า วัฏสงสาร การเวียนว่าย และระบบสังคม มันมีทั้งเรื่องที่เห็นแล้วไม่สบายใจและเรื่องที่สร้างความอบอุ่น ข้าพเจ้าเกิดความมั่นใจอยู่ลึกๆ ว่าไม่ว่าอะไรจะเลวร้ายแค่ไหน มันย่อมผ่านไปด้วยดี เพราะนิสัยที่เป็นห่วงเป็นไยความทุกข์ผู้อื่นของคนในสังคมของเรานั้นแรงอย่างเหลือเชื่อ โรงพยาบาลเต็มแน่นทุกวัน แต่ไม่ใช่ด้วยผู้ป่วยหากแต่เป็นญาติๆ ต่างหาก ญาติผู้ป่วยหลายรายที่มาทนนั่งหลับนกสัปงกอยู่ข้างเตียงทั้งคืนเป็นระยะเวลายาวนาน เพราะผู้ป่วยบางคนก็อยู่แต่ในโรงพยาบาลมาแล้วถึงเจ็ดปี เสื่อผืนหมอนใบอาจจะไม่ใช่คนจีนเท่านั้นที่ใช้มัน เพราะมันเป็นเครื่องนอนที่เคลื่อนย้ายสะดวกที่สุดสำหรับญาติผู้ป่วย ระเบียงด้านนอกของโรงพยาบาลเป็นที่ที่มีเสื่อผืนหมอนใบมากที่สุด นับได้เป็นเสื่อหลายผืนและหมอนหลายใบ แม้ความทุข์จะอยู่ตรงหน้า เพราะโรคภัยไข้เจ็บนั้นเป็นทุกข์ที่หนีไม่ได้อย่างพระท่านว่า แต่ความอบอุ่นก็วางอยู่ข้างเคียงกัน บหน้าญาติบางคนเศร้าซึมเหมือนจะเจ็บไข้แทนคนป่วย ความห่วงหาอาทรแบบนั้นนั่นเองที่สร้างความรู้สึกที่ผ่อนคลายลงท่ามกลางบรรยากาศชืดชาของโรงพยาบาล ไม่น่าเชื่อว่าในสถานที่ที่มีแต่ความทุกข์จะเกิดความผูกพันฉันท์มิตรขึ้นระหว่างญาติผู้ป่วย ทั้งที่ไม่รู้จักกันมาก่อนก็ตาม การถามไถ่ ปรับทุกข์ และยินยอมรับฟังปัญหาของผู้อื่น จริงอยู่ว่าส่วนหนึ่งมันเป็นการบรรเทาทุกข์ของตนเองไปด้วย แต่มันก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายดายในสถานที่อื่นๆ คนเคยพบกัน นอนเตียงผู้ป่วยใกล้กัน ไม่รู้จักมักคุ้นแต่ก็ทำหน้าที่เป็นญาติเสมือนหรือญาติสมมติ แบ่งปันสิ่งของแก่กันพูดคุย จนกระทั่งบางครั้งสนิทกันมากกว่าญาติจริงเสียอีก นอกจากนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงสังคมของผู้ให้การรักษาพยาบาลอย่างหมอ พยาบาล กระทั่งแม่บ้านทำความสะอาด ข้าพเจ้านับถือในวิชาชีพของพวกเขาถึงแม้ว่าให้ข้าพเจ้าเรียนและดำเนินวิชาชีพอย่างนี้ข้าพเจ้าย่อมปฏิเสธมันแน่นอน บัดนี้ข้าพเจ้าจึงไม่แปลกใจเลยถึงความฝันของเด็กๆ หลายคนที่เมื่อเติบโตขึ้นเขาอยากจะเป็นอย่างพี่หมอ หรือพี่พยาบาลใจดี เพราะสักครั้งในชีวิตน้อยๆ ของพวกเขาย่อมเคยได้รับการดูแลจากคนเหล่านี้ อาจจะด้วยวิชาชีพหรืออะไรก็ตามที่สร้างให้พวกเขามีบุคลิกร่วมกันในการดูแลผู้อื่น แต่หากจะไม่มองถึงจิตใจของพวกเขาเลยก็ดูจะเป็นการไม่ยุติธรรม รุ่นน้องของข้าพเจ้าคนหนึ่งเป็นพยาบาล ข้าพเจ้าเคยถามด้วยเสียมารยาทว่า อยากเป็นพยาบาลหรือ? คำตอบนั้นไม่สร้างความแปลกใจแก่ข้าพเจ้าเท่าใดนัก เมื่อเธอตอบว่าไม่อยากเป็น แต่ญาติผู้ใหญ่ที่ทำงานทางด้านนี้เป็นคนสนับสนุน ที่ไม่ประหลาดใจเพราะข้าพเจ้าเห็นเธอมาตั้งแต่วัยเรียน ไม่มีทีท่าว่าอยากจะเป็นพยาบาลแต่อย่างใด แต่ทุกครั้งที่เธอแวะเวียนมาตรวจไข้ที่ห้องที่ข้าพเจ้าอยู่ สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส คำแนะนำ การดูแลต่อผู้ป่วยเธอทำเสมือนว่าเขาเป้นญาติของเธอ ข้อนี้เป็นที่สงสัยแก่ข้าพเจ้า มันอาจจะเพราะว่าเรารู้จักกันหรือเปล่าจึงทำให้เธอนั้นปฏิบัติได้ดีเป็นพิเศษ เมื่อลองเดินผ่านห้องอื่นขณะที่เธอทำหน้าที่นั้นก็เห็นว่าเป็นเช่นเดียวกันกับที่ห้องของข้าพเจ้าได้รับ นั่นอาจจะไม่ใช่เฉพาะวิชาชีพเพียงอย่างเดียวที่ทำให้เธอปฏิบัติต่อผู้อื่นหากแต่เป็นในเรื่องของจิตใจด้วย และหมอ หรือพยาบาลส่วนมากที่ข้าพเจ้าเจอมักเป็นเช่นนั้น ความใกล้ชิดกับผู้ป่วยรวมไปถึงญาติผู้ป่วยทำให้หมอและพยาบาลนั่นอาจจะรวมไปถึงคนที่ทำหน้าที่อื่นๆในโรงพยาบาลด้วยนั้นมีความรู้สึกมักคุ้นและกลายมาเป็นญาติสมมติอีกคน ทำให้บรรยากาศภายในโรงพยาบาลที่มีคนเกิด เจ็บ และตายอยู่ทุกวันมีชีวิตชีวามากขึ้น เรารู้สึกถึงความเป็นห่วงของใครบางคนที่ปกติไม่ได้พูดจากันสักเท่าไหร่ถึงแม้จะอยู่ใกล้ แต่ยามเป็นตายนำ้ใจนั้นก็ได้แสดงออกมา แต่นั่นก็อยู่ที่เราได้แสดงออกซึ่งน้ำใจแก่ผู้อื่นบ้างหรือเปล่า โรงพยาบาลจึงกลายมาเป็นโรงเรียนของข้าพเจ้าในห้วงเวลาหนึ่ง เป็นที่ที่เปิดประตูไปสู่เรื่องราวใหม่ๆ ที่ข้าพเจ้าไม่ได้มีส่วนในโลกใบนั้น...  
    June 11

    การหายไปของใครบางคน

     
     
    บนถนนหรทางที่ทอดยาวไกล มีทางแยก ทางเลี้ยวคดเคียวมากมาย ใครและใครปรากฎกายบนทางถนนเส้นนี้ บางทีร่วมทาง ทางคราเรากำลังเดินสวนกัน จุดหมายในชั่วเวลานั้นอยูที่เดียวกัน อีกไม่นานาทีเราต่างเดินหันหลังจากไป บางคนจากไปไม่แม้แต่จะได้หวนกลับมา ถึงแม้สัณฐานโลกนี้กลมตามทฤษฎีก็ตาม ทว่าเรายังเดินเป็นเส้นตรงอยู่เสมอ การจากลาบางครั้งช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ตรึงเครียด และในบางเวลากลับเพิ่มพูนความเครียดเค้น บนเส้นทางสายเดิมๆ บางครั้งคนเดิมๆ ก็หายไป และก็เช่นกันเราเองก็อาจจะหายไปในเส้นทางของคนอื่นๆ
     
    มีคำถามว่าถ้าเราเดินทางคนไปคนละทางบนโลกกลมใบนี้ เราจะกลับมาเจอกันหรือเดินสวนกัน ณ จุดใดจุดหนึ่งบนโลกใบนี้อีกหรือไม่ ในเมื่อในความกลมเกลี้ยงนั้้นมีเส้นทางยิบย่อยอีกมากมาย และใครก็ล้วนแต่เดินทางเพื่อหาที่ทางของตัวเอง ที่ทางที่จะหยุกพัก เมื่อคนหนึ่งยังเดินอยู่ อีกคนไถลลงข้างทางแล้วเราจะเจอะเจอกันอีกมั้ย
     
    จะเป็นอย่างไร ถ้าไม่ใช่เพียงร่างกายเราเท่านั้นที่เดินสวนทางกัน แม้กระทั่งหัวใจก็เป็นไปเช่นนั้นด้วย นั่นมิใช่จะยิ่งเพิ่มระยะทางระหว่างกันดอกหรือ ร่างสองร่างอยู่ห่างกันนับได้ห้าก้าวเดินของมนุษย์ที่สูง หนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตร ไม่ไกลเลยใช่มั้ยระยะในเชิงกายภาพ มองเห็นโดยไม่ต้องส่องกล้องทางไกล พูดกันในระดับความดังตำ่กว่าเจ็ดสิบเดซิเบล แต่นั่นไม่ได้ช่วยยืนยันว่าเราอยู่ใกล้กันจนเข้าใจ ในเมื่อระยะระหว่างห้าก้าวนั้นอาจจะถูกบังด้วยม่านบางเบา กระแสลมพัดแรงเหลือเกิน พัดแรงเสียจนพาเอาเสียงที่ส่งไปนั้นตกอยู่ที่อื่น
     
    นับจากวันที่ก้าวเดินได้เองนั้น จำนวนก้าวก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ระยะทางสะสมก็มากมายไปตามกัน เส้นทางที่ยำ่เดินนั้นก็ดูเหมือนจะเหลือที่ยังไม่ได้เดินลดน้อยลงทุกวัน แต่ผู้คนบนรายทางนั้นกลับหายไปทีละคนสองคน อาจจะมีบ้างที่แวะเวียนกลับมาพบเจอ แต่ก็มีคนที่หายไปกับกาลเวลาอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ใครและใครยังอยากจะเป็นคนในความทรงจำของคนอื่น ไม่แปลกหากเราอยากมีคนอื่นในความทรงจำบ้าง ถึงบางคนจะหายไปตามแรงเหวี่ยงของโลก แต่ขออย่าให้หายไปจากความทรงจำ...ก็น่าจะพอ