idh 的个人资料0mnia vincit Amor : et n...照片日志列表更多 ![]() | 帮助 |
0mnia vincit Amor : et nos cedamus Amoriความรักมีชัยเหนือทุกสิ่ง : เราจงยอมแพ้แก่ความรัก |
|||||||||||||||||||||||||||||
|
12月22日 อื่นๆ อีกมากมายเส้นหลายเส้นเป็นเส้นสาย
ลายต่อลายเป็นลวดลาย
คนกับคนเกิดความสัมพันธ์
เธอๆ ฉันๆ และคนอื่นๆ (อีกมากมาย) 12月21日 ในตู้หนึ่งของรถไฟขบวนหนึ่ง(บันทึกระหว่างการเดินทาง)
12月19日 ดวงดาว ภูเขา ป่า ฉัน และเธอบันทึกเรื่องราวในห้องเล็ก วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม 2550 ห้องบัวตอง, ยูนิเซิฟ มช.
วันจันทร์ที่ผ่านมา การเดินทางเนิ่นนานในต่างแดนทำให้เหน็ดเหนื่อยเกินกว่าจะเดินทางรวดเดียวถึงมหานครกรุงเทพ ผมจึงตัดสินใจหยุดตัวเองให้เคลื่อที่ช้าลงที่เชียงใหม่เป้นการปรับตัวกับความเป้นเมืองไปในตัว แต่จังหวะเวลาช่างพอเหมาะพอเจาะ เมื่อทราบข่าวว่ากลุ่มภาคีคนฮักเจียงใหม่ ได้จัดการเสวนาเกี่ยวกับการสร้างหอดูดาวบนดอยอินทนนนท์ เนื่องจากเวลาที่มีอยู่เหลือที่จะฆ่ามันให้หมด ผมจึงโยกย้ายร่างกายไปนั่งฟังเสวนาในครั้งนี้กับเขาด้วย บรรยากาศยามบ่ายของเมืองเชียงใหม่ช่างเป็นใจให้หาที่หลบมุม เพราะแดดร้อนแรงแม้อยู่ในช่วงฤดูหนาวนั้นทำให้ผิวบางๆ เริ่มมีอาการแสบคันขึ้นมาบ้างแล้ว ห้องเล็กๆ ชื่อบัวตอง ไม่มีสีเหลืองเช่นสีดอกไม้สวยที่เป็นวัชพืชที่คนนนิยมมากที่สุด ห้องนั้นนิ่งงันในยามบ่ายต้นๆ คนยังคงไม่หนาตา ที่นั่งท้ายสุดของห้องคงเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับคนนนอกวงอย่างผม ไม่นานนาทีต่อมาคนเริ่มทยอยเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ จนผมเป็นคนในวงไปเสียแล้ว ด้วยโดนโอบล้อมอย่างอุ่นหนาฝาคั่งจากผู้คนหลากหลายอาชีพ การเสวนาครั้งนี้คงจะออกรสสนุก เมื่อผมกวดตาดูรายชื่อผู้เข้าร่วม พอพบชื่อที่คุ้นตาคุ้นหู ทั้ง นายแพทย์นักอนุรักษ์ แห่งชมรมอนุรักษ์นกล้านนา หมอหม่องนั่นเอง กวาดมองป้ายชื่อข้างเคียง ก็พบกับชื่อของอาจารย์อุทิศ กุฏอินทร์ อดีตคณะบดี คณะวนศาสตร์เกษตรศาสตร์ นอกจากนี้ยังมีผู้อำนวยการผู้ดำเนินงานด้านดาราศาสตร์ อาจารย์บุญรักษา จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์จากคณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม จากเทคโนตีนดอยเยื้อกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ขออภัยหากนามและนามสกุลบางรายการอาจจะผิดพลาดและตกหล่น สุดท้ายเป็นพิธีกรที่มากจากสายเอ็นจีโอ ผู้ที่คุ้นเคยกับผมเป็นอย่างดี แค่ชื่อยังไม่เจอตัวผมก็แทบอดใจไม่ไหวแล้ว และแล้วก็ถึงเวลาที่ทุกคนรอคอย พิธีกรได้เปิดรายการรวมถึงบรรยายภูมิหลัง หน้าที่การงานคร่าวๆ ของผู้ร่วมเสวนาในครั้งนี้ ไล่เลียงเป็นลำดับไป เมื่อพิธีการผ่านไป ไสดล์เรื่องดอยอินทนนท์ก็ถูกฉายโดยมีเสียงของคุณหหมอหม่องบรรยายควบคู่ไปด้วย หมอหม่องฉายให้เห็นภาพดอยอินทนนท์สมัยเมื่อสิบยี่สิบปีผ่านมา ภาพความชุ่มฉ่ำอุดมสมบูรณืนั้นได้ไล่เรียงเข้ามาสู่สายตาของผม การมีโอกาสไปเยือนมาบ้างแล้วหลายครั้งทำให้ภาพเหล่านั้นสะกิดเตือนความทรงจำที่ดีเกี่ยวกับดอยอินทนนท์ขึ้นมา หลายๆ คนคงรู้แล้วว่า ดอยดินทนนท์เป็นภูดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย สูงกว่าดอยหลวงเชียงดาว ดอยผ้าห่มปก ภาพความอุดมสมบูรณ์ค่อยทยอยผ่านไป ภาพเปรียบเทียบในปัจจุบันค่อยๆ ทยอยเข้ามาแทนที่ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติบนดอยดินทนนท์ทั้งจากการท่องเที่ยว และสาเหตุอื่นๆ ล้วนถูกนำเสนอขึ้นมาปรากฎแก่สายตาผู้ชม ไม่น่าเชื่อก็คงต้องเชื่อ เมื่อรูปภาพอดีตและปัจจุบันได้ถูกนำมาเปรียบเทียบกัน ผมจึงมราบได้ว่า การที่ผมไปเยี่ยมเยือนดออินทนนท์นั้นช่างต่างจากการที่คุณหมอและเพื่อนพ้องในแวดวงได้เดินทางเทียวขึ้นลงอยู่บ่อยครั้ง ผมแม้จะหลงรักในดอยสูงลูกนี้แต่สภาพความเปลี่ยนแปลงนี้ก็ไม่ได้ปรากฎแก่สายตาหรือความทรงจำ ผมคงเหมือนหลายๆ คนที่เดินทางไปเพื่อเที่ยวชมทำให้ภาพเบื้อหน้านั้นมีความเป็นปัจจุบัน และสร้างภาพให้เรารับรู้ว่านี่คือสิ่งที่ดอยอินทนนท์เป็นอยู่ทั้งในอดีตและปัจจุบัน แต่ถ้าคนที่ขึ้นไปบ่อยๆ ย่อมมองภาพนี้ได้ชัดเจนเพราะอยู่ในระหว่างช่วงเวลาที่ดอยดินทนนท์เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ภาพรถมากมายมหาศาลที่ทยอยปักหัวเข้าซองจำเป็นตามไหล่เขานั้น ทำให้ผมและคนอื่นๆ ตระหนักได้เลยถึงปริมาณที่มากเกินพอของผู้ที่อยากเห็นอยากสัมผัสดอยสูงดอยนี้ รถติดบนดอยไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับคนที่เห็นจนเจนตาในช่วงเทศกาล จากการประมวลภาพต่างๆ ผมตระหนักถึงปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่ง นั่นคือ ปัญหาเรื่องการท่องเที่ยว กระแสที่รุนแรง ความนิยมแบบล้นหลามนั้นน่ากลัว จริงอยู่ที่ใครและใครอาจจะคิดว่าขึ้นไปอยู่บนนั้นเป็นเวลาไม่นานก็ตาม แต่สมมติว่าคนทุกคนที่ขึ้นไปใช้เวลาแค่คนละหนึ่งชั่วโมงบนดอย วันนึงในช่วงเทศกาลมีคนขึ้นเป็นหมื่นคน อาจจะขึ้นในเวลาเดียวกันหรือเหลื่อมเวลากัน รวมออกมาก็เป็นเวลาที่มากโขพอสมควร นี่ไม่นับรวมคนที่ค้างอยู่บนดอย ถ้าอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกนับอายุการใช้งานจากจำนวนครั้งของผู้ใช้ ผมไม่แน่ใจว่าดอยอินทนนท์จะต้องมีครั้งการใช้งานเท่าไหร่ถึงจะพอ นอกจากภาพต่างๆ คุณหมอหม่องยังอธิบายถึงพืชพรรณและสิ่งมีชีวิตที่มีความสำคัญบนดอย ที่ยืนยันได้ว่าดอยสูงที่เปราะบางมีสิ่งมีชีวิตหลายสิ่งที่ไม่พบเจอในที่อื่นๆ ของโลก และในประเทศไทย มีความเฉพาะพื้นที่สูงและพร้อมที่จะสูญเสียได้ตลอดเวลา นับเป็นคุณค่าของพื้นที่ที่สำคัญยิ่ง นอกจากคุณค่าด้านชีววิทยาคุณค่าทางด้านจิตใจก็ไม่แพ้กัน ผู้ดำเนินรายการที่กล่าวถึงตอนต้น เป็นชาวปาเกอะญอโดยกำเนิด ได้กล่าวเสริมคุณหมอว่า เมื่อครั้งยังเด็กเขาได้เดินทางมาหาญาติที่เป็นปกาเกอะญอที่อาศัยในเขตดอยอินทนนท์ ญาติมักพูดถึงความศักสิทธิ์ของน้ำในบริเวณอ่างกาเสมอๆ ว่า สามารถรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยได้ชะงัดนัก แต่ตอนนี้น้ำในหลายจุดของอ่างกาได้แห้งขอดไปเสียแล้ว คุณค่าเชิงจิตใจนั้นนอกจากมีในกลุ่มชนเผ่าชาติพันธุ์กลุ่มย่อยแล้ว ในสำนึกของชาวเชียงใหม่ต่างระลึกอยู่ว่าบนดอยอินทนนท์บริเวณอ่างกานั้นเป็นที่ประดิษฐานของสถูปที่บรรจุอัฐิธาตุของเจ้าครองนครเชียงใหม่องค์ที่เจ็ดด้วย นั่นยิ่งย้ำความสำคัญในคุณค่าของดอยอินทนนทืให้ชัดเจน ภาพสุดท้ายหมอหม่องนำเสนอภาพคนป่วยนอนอยู่บนเตียงในห้องไอซียู อาการโคม่ามีสายยางท่อต่างๆ ห้อยระโยงระยางเต็มไปหมด และบอกว่า นี่คือ สภาพของดอยอินทนนท์ในปัจุบัน คนในห้องเสวนานั้นถึงกับอึ้งเงียบ เพราะหากจะมองว่าภูเขาใหญ่ลูกหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร คงไม่ชัดเท่ากับการมองแบบมีสิ่งเปรียบเทียบ การไล่เรียงลำดับของผู้พูดในวันั้นไล่เรียงไปเรื่อยๆ จากหมอหม่องสู่อาจารย์บุญรักษาผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสร้างหอดูดาวโดยตรง ได้กล่าวถึงความสำคัญของหอดูดาวในเชิงการผลิตนักวิจัยทางด้านนี้ และการส่งเสริมให้เกิดงานวิจัยที่มีคุณภาพ นั่นเป็นเรื่องที่ดีมากๆ สำหรับความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย และหากเรามีหอดูดาวด้วยเสปคที่กำหนด หอของเราจะมีความใหญ่โตเป็นลำดับที่เทียบเคียงกับจีนซึ่งอยู่ในอันดับหนึ่งของโลกในเรื่องความใหญ่โต ณ ภาวะการณ์ปัจจุบัน นอกจากนี้เรายังจะสามารถเชื่อมร้อยเด็กๆ และเยาวชนให้หันมาสนใจการดูดาวและนั่นอาจจะส่งผลไปสู่การรักษาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติอีกด้วย เพราะดาวเองก็มีความผูกสัมพันธ์กับธรรมชาติอยู่มากโข ซึ่งอาจารย์บุญรักษาเองก็มีความตั้งใจในเรื่องนี้อย่างมาก ผมเองก็ได้มองเห็นประโยชน์ของการดูดาวจากการฟังท่านบรรยาย คนต่อมาคือ อาจารย์อุทิศ ซึ่งได้กล่าวถึงความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติบนดอยอินทนนท์ รวมถึงนำเสนอทางเลือกของการเลือกทำเลในการตั้งหอดูดาวแห่งใหม่ที่ไม่ใช่ดอยอินทนนท์ นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกฎหมายป่าไม้และการหลีกเลี่ยงกฎในกรณีที่ต้องสร้างอาคารหรือสิ่งก่อสร้างขึ้นในพื้นที่ป่า นั่นทำให่ผมเศร้าอยู่บ้างเมื่อได้ฟังความจริงบางด้านของกฎหมาย แม้ว่าจะไม่เข้าใจมันอย่างถ่องแท้ก็ตาม อาจารย์จากดทคโนตีนดอยเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เข้าร่วมวงด้วย และเป็นสายแปลกแยกออกไป นั่นคือ ท่านเป็นอาจารย์สอนเกี่ยวกับวิชาสถาปัตยกรรม ซึ่งดูเหมือนจะห่างไกลหัวข้อที่สนทนาเหลือเกิน แต่ผมเองก็นึกได้ว่า หอดูดาวเองก็นับว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างที่ต้องอาศัยหลักสถาปัตยกรรมเข้ามาประกอบ ฉะนั้นแล้วความรู้ขอศาสตร์นี้เองก็สามารถเป็นส่นหนึ่งของการนำไปใช้ในเรื่องนี้อย่างที่มีความสำคัญไม่ด้อยไปกว่าศาสตร์ใดๆ ท่านได้ลองคิดเรื่องความเหมาะสมรวมถึงหาทางออกสำหรับการย้ายที่สร้างหอดูดาวไปสู่ที่อื่น และหลังจากบรรยายจบกันครบถ้วนเป็นการอภิปรายแบบเปิดกว้างให้ผู้ฟังมีส่วนร่วม ซึ่งความคิดเห็นหลากหลายได้ทยอยหลั่งไหลออกมา ซึ่งส่วนมามาจากสายตา ทัศนคติ และพื้นฐานของแต่ละคน ซึ่งทั้งหมด มีทั้งเห็นด้วยกับการสร้างหอดูดาวในบริเวณนั้น และแน่นอนมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยเช่นกัน การอภิปรายยิ่งเปิดกว้างยิ่งดุเดือดชวนเลือดพล่าน ทว่าในเสียงสูงต่ำเหล่านี้อย่างน้อยๆ บางเสียงซึ่งอาจจะทำให้ใครบางคนชักสีหน้าไม่พอใจ หรือชักรอยยยิ้มเห็นด้วยให้ปรากฎออกมาก็ตาม ความสำคัญอยู่ที่ว่า ทุกคนถกกันถึงเรื่องที่ตนเองเชื่อ บนพื้นฐานของการเป็นผู้พูดและผู้ฟังที่เคารพกติกา วันนั้นผมพยายามอย่างยิ่งที่จะวางตัวเป็นแค่ผู้เดินทางผ่านมา อาศัยกาแฟกิน นั่งต่กแอร์ไป แต่เรื่องที่ได้รู้ ความตั้งใจของทุกคนที่อยากจะทำในสิ่งที่ตนเองเชื่อว่าดีที่สุดนั้น ทำเอาผมใจจดใจจ่อกับการถกปัญหาอย่างลืมตัว(แต่ไม่ลืมกินกาแฟและขนม) สุดท้ายกระบวนการสร้างหอดูดาวบริเวณใกล้อ่างกายังต้องคุยกันอีกหลายรอบแน่นอน และโครงการเองก็ยังไม่ผ่านการทำประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม การนั่งคุยทำความเข้าใจเหล่านี้คงปรากฎอยู่เรื่อยๆ อีกสักระยะจนกว่าจะได้สิ่งที่นำความพอใจมาสู่ทุกฝ่าย หลังจากบ่ายนั้นค่ำคืนผมนั่งรถกลับบ้านเห็นทั้งดาว ภูเขา และป่าข้างทาง ทุกอย่างในเงามืดดูไม่มีอะไรด้อยไปกว่าอะไร และอยู่อย่างกลมกลืนในความเป็นตัวเอง หวนนึกถึงการประชุมเสวนาอีกครั้งผมอยากให้ทุกกรณีที่มีปัญหามีการจัดเวทีเช่นนี้อย่างตั้งใจ จริงใจ เพราะอย่างน้อยๆ เราทุกคนเองก็เป็นส่วนประกอบในนั้น เพราะเรายืนอยู่ใกล้ภูเขา ติดชิดป่าไม้และใต้ดวงดาว ที่สำคัญเรามีส่วนรับรู้และรับผิดชอบต่อการที่เผ่าพันธุ์ของเรากระทำต่อโลก ซึ่งเราเรียกว่า โลกของเรา
11月19日 เกี่ยวเจ้าทุ่งเจ้าท่า เจ้าป่าเจ้าเขา
หน้าหนาวย้อนเข้ามาเยือน
ทุ่งทองทาบทับประดับดิน
ถึงเวลาร้องเพลงเกี่ยว
นั่นอ้ายเสี่ยวบ้านเหนือ
มาเรือถือเคียวรอลงแขก
โน่นไอ้หนคนบ้านใต้ จอดควายใต้ต้นมะขาม
นี่แม่รื่นขวัญใจอ้ายชมคุยขรมเรื่องเตรียมอาหาร
นานี้วันนี้ นาโน้นวันหน้า
ผลัดเปลี่ยนไปมาเอามื้อเอาแรง
สองแขนเจ้าเท่านั้นออกแรงควั่นเกี่ยว
เรียวแขนบางเจ้าย่างกระฉับกระเฉง
ทุ่งทองหน้านี้เป็นชีวีของเรา
ขอบคุณเจ้าเขา เจ้าทุ่งท่านาดอน
รอเถิดอีกสักนิดนึงก่อน
ข้าจะแต่งต่อนเนื้อผักถวาย
แต่คืนนี้เดือนหงายจะร้องรำกำเคียว
เกี่ยวเถิดนะแม่เกี่ยว อย่ามัวเหลียวเอี้ยวชะเง้อ
ไอ้หนุ่มหน้าเซ่อดันมองไม่เห็น
ว่าสาวหน้าเป็นเจ้าช้อนตาชายมา
รื่นเริงรักร้องเพื่อนพ้องชาวนา
ค่ำนี้คืนนี้หนาสีทองยังทาบทาผืนดิน 10月29日 กาลครั้งหนึ่งที่ยังมาไม่ถึงกาลครั้งหนึ่งที่ยังมาไม่ถึง
กาลครั้งหนึ่งที่ยังมาไม่ถึง ในเมืองหนึ่งที่พิลึกพิลั่นและประหลาดล้ำ เมืองที่ต้นไม้กลายเป็นสีอื่นๆ ที่ไม่ใช่สีเขียว ทั้ง ดำ ม่วง แดง ส้ม ฟ้า หลากสีหลายสรรค์ ที่ประหลาดกว่านั้นแต่ไม่แปลกก็แค่ไม่มีสีเขียว ในเมืองเมืองนั้นยังมีพระราชาองค์เดียวและพระราชินีองค์เดียว ที่เมืองอื่นๆ เคยมี พระราชาสวมเสื้อแปลกประหลาด พระราชินีเองก็เช่นกัน ยิ่งกว่านั้นที่ประชาชนก็แต่งกายประหลาดเหลือไม่แตกต่างกัน แต่ไม่มีใครสักคนใส่เสื้อที่มีแขน และใส่กางเกงที่มีขา เสื้อผ้าล้วนแต่ดูพิกลพิการ แต่ผู้คนนั้นสมบูรณ์ ทุกอย่างยังครบถ้วนทั้งหู ตา จมูก ปาก และอวัยวะอื่นๆ ต่างก็ไม่ต่างจากที่คนในกาลครั้งหนึ่งนานมาเคยเป็นและเคยมีอยู่ ในเมืองหลากสีร้อยแสง พระอาทิตย์ขึ้นในทิศทางที่ใครก็ตามอยากจะให้ขึ้น และพระจันทร์เองก็ทั้งเต็มดวงและเว้าแหว่งเป็นเสี้ยวสวยเท่าที่ใครและใครอยากจะให้เป็น ทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองเหมือนจะเป็นอย่างไรก็ได้ที่ผู้คนต้องการ เพียงใครนึกคิดอย่างไรสิ่งนั้นก็ดูจะเป็นไปอย่างนึกคิด ผู้คนล้วนสนุกสนานเพราะไม่มีใครชอบความทุกข์ แม้จะช่วงเวลาไหน ไม่ว่าครั้งหนึ่งนานมาหรือครั้งไหนก็ตามที่ยังไม่มาถึง วันและคืนดูจะสับสนแต่ก็มีความสุข จนกระทั่งกาลครั้งหนึ่งที่ยังมาไม่ถึงนั้นมาถึงแล้ว... วันดีคืนดีที่มาถึง ต้นไม้กลายกลับเป็นสีน้ำตาล ใบนั้นก็เปลี่ยนไปเป็นสีเขียว อยู่ๆ เสื้อก็มีแขนงอกออกมาสั้นบ้างยาวบ้างตามฤดูกาล กางเกงก็เป็นเช่นเดียวกัน พระอาทิตย์ของเช้าวันนั้นโผล่มาทางทิศตะวันออก และตกลงในทิศตะวันตก เด็กๆ พากันสงสัย ผู้ใหญ่ต่างตั้งคำถาม พระราชาและพระราชินียังอดสงสัยไม่ได้ เมื่อความมืดที่ไม่เคยครอบคลุมทั้งนภาแผ่เข้ามาคลุมเมืองทั้งเมืองเอาไว้ ดวงจันทร์เสี้ยวโผล่ออกมาในเวลาไล่เรี่ยกับดวงดารา เด็กๆ พากันนั่งมอง ผู้ใหญ่ลองหลับตาแล้วลืม ภาพข้างหน้าไม่เหมือนกับความฝัน เพียงเป็นภาพที่ไม่เคยเห็น สรรพสีแปรเปลี่ยนหายไป ความธรรมดาของสีสรรค์กลับเปลี่ยนไปเมื่อวันนั้นมาถึง เด็กๆ งุนงง ผู้ใหญ่ต่างสงสัย อาจจะไม่ตระหนกตกใจ แต่แปลกประหลาดในหัวใจกับสิ่งเหล่านั้น เข้าของอีกวันยังคงเป็นเช่นวันวาน ไม่กลับไปเป็นอย่างเดิม จนกระทั่งอาทิตย์นึงผ่านพ้น สัปดาห์นึงผ่านไป และเดือนปีก็วิ่งไวเกินกว่าจะตามทัน คำถามน้อยลง ความสงสัยหายไป ทุกคนยังร่าเริงบ้าง แต่ไม่ทุกวัน ทุกสิ่งเคยชินแต่ไม่ได้หมายความว่าจะเหมือนเดิม ไม่มีใครในเมืองแม้กระทั่พระราชาและพระราชินีที่ทำทุกอย่างได้อย่างใจปรารถนาเช่นเคย เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นทิศตะวันออก ทุกคนต่างลุกขึ้นจากหลับไหล พาตัวออกไปภายนอก ไปทำโน่นทำนี่ และเมื่อท้องฟ้าถูกคลุมครอบด้วยสีดำ ทุกร่างก็เอนลงหลับไหล บ้างฝันถึงวันหลากสี บ้างฝันดี บ้างฝันร้าย แต่หลายปีผ่านไปสีสันยังไม่ทันกลับ พระราชานิ่งนึกตรึกตรองหาวิธีการ พระราชินีช่วยคิดใคร่ครวญ ยังหาเหตุผลไม่เจอและหาวิธีแก้ไม่ได้ วันนึงพระราชาเรียกขาน ป่าวร้องก้องเมือง ให้ทุกคนมารวมกันใต้ต้นไม้ที่ลำต้นสีน้ำตาลและใบสีเขียว พร้อมประกาศก้องร้องออกไปให้ทุกคนรู้ ใครก็ตามพาแสงสีของกาลครั้งหนึ่งที่ยังมาไม่ถึงกลับมาได้แล้วไซร้จะตบรางวัลเป็นอย่างงาม ปวงประชาหาอยากได้รางวัลไม่ แต่กลับเสนอตัวตามหากันมากมาย ด้วยสงสัยว่าทุกอย่างเกิดขึ้นได้อย่างไร ว่าแล้วทุกคนก็กลับไปจัดแจงแต่งกาย เตรียมเดินทางค้นหาสีสันในวันที่ยังมาไม่ถึง ไปแล้วกลับ ไปแล้วกลับ ผ่านวันเดือนปี ยังไม่มีผู้ใดหาเจอ นิดนึงก็หาไม่เจอ จนกระทั่งครั้งนึงที่ยังมาไม่ถึงได้หวนกลับมา ในวันนั้นทุกคนกลับย้อนจากผู้ให่เป็นเด็ก จากเด็กโตเป็นเด็กเล็ก เช้าวันนั้นทุกคนพลันพบว่าต้นไม้หลากสีสรรค์ร้อยพันมากมาย ใบไม้ยิ่งประกอบด้วยสรรพสีมากมายเกินจะนับ ดวงจันทร์ขึ้นมาพร้อมๆ กับพระอาทิตย์กลมโต วันวานหรือวันใหม่กันแน่ที่กลับมาหรือจากไป น่าสงสัยเหลือเกิน แต่ไม่มีใครสงสัย ใครต่อใครก็เป็นเด็ก เล่นสนุกกันทั้งวันคืน นึกสิ่งใดก็กลายเป็นสิ่งนั้น บางคนลอยอยู่บนนภาอย่างนก วันแห่งความร่างเริงกลับมาแล้ว วันที่เด็กยังคงเป็นเด็ก แต่ผู้ใหญ่กลับย้อนมาเป็นเด็ก เสียงหัวเราะดังสนั่นหวั่นไหว ดังเรื่อยๆ ทุกวัน จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน หลายๆ เดือนก็เป็นปี หลายๆ ปี ก็เป็นหลายๆ ปี จนวันนั้นวันที่ยังมาไม่ถึงย้อนกลับมาในวันหนึ่ง 9月10日 อัศวินม้าก้านกล้วย
9月8日 นา..ตาและยายอากาศเช้าเย็นกาย
ตายายคอนหาบ
นาไกลพักนั่งบนศาลา
ท้องทุ่งใกล้ตางามจับจิต
เขียวรวงข้าวหลังฝน
ควันขาวพวยพุ่งจากเถียงนาน้อย
ยายตาคล้อยนึกถึงความหลัง 9月7日 ความสุขหลายๆ เช้าที่เปลือกตาเปิด ความวุ่นวายพวยพุ่งออกมาจากสิ่งรอบๆ ข้าง ในเมืองที่ผู้เบียดเสียดอัดแน่น ผมมักเคยคิดอยู่เสมอว่าเราจะมีความสุขได้ยังไงในเมืองนี้ แล้วผมก็เริ่มไขว่คว้าหามัน ความสุข ผมเดินอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่ผู้คนมากหน้าหลากตา สีสันลานตาจากห้างร้าน รอยยิ้มบนใบหน้า ความสุขน่าจะอยู่ตรงนี้ อากาศเย็นสบายเหมือนหน้าหนาว ขอเพียงไม่เปิดประตูออกสู่ข้างนอก เสียงเพลงดังวุ่นวาย ทำไมยังวุ่นวาย อีกครั้งเมื่อพบตัวเองอยู่ในสวนสาธารณะต้นไ้ม้สีเขียว ดอกไม้จากต่างประเทศอวดช่อชูดอกกันไสว ผู้คนยังมากมายและดูแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า ทำไมเรายังไม่สุข
เช้าวันหนึ่งขณะเดินเข้าสู่ที่ทำงาน เมืองใหญ่ยังงัวเงีย เข็มนาฬิกาบอกเวลาหกโมง ถ้าแถวบ้านผมเสียงของการตื่นของทุกสรรพสิ่งจะดังกว่านี้ อากาศเย็นสบาย ผมลืมนึกไปแล้วว่าหลายๆ วันผมกำลังตามหาความสุข ซอยที่ผู้คนพลุกพล่านไม่แพ้ถนนแต่ซอยนี้กลับตื่นช้า ผมกลับผมเวลาที่เมืองกรุงเงียบแต่ไม่สงัด อาม่าเดืนกระฉับกระเฉง อากงจูงหมาไม่รู้ว่าใครพาใครไปเดินเล่น สนามหญ้าทางผ่านวันนี้ผมกลับได้หยุดยืนมอง ดอกหญ้าเล็กๆ สีสด อยู่ของมันอย่างเจียมตัว ผมก้มตัวลง เราทั้งสองใกล้กันมากขึ้น ผมเห็นสังคมมดบนผืนหญ้า แมลงตัวเล็ก ตั๊กแตนกระโดดเหมือนไม่รู้จักเหนื่อย แล้วผมก็เจอ เจอโดยไม่ต้องหา ..ความสุข.. 9月5日 วันหนึ่ง กับฟ้าฝนตรงหน้าสดับเสียงฝนหล่นฉับพลัน
ดินยิ้มรับเมล็ดน้ฉ่ำชุ่ม
เมฆเบาลอยหลังปล่อยหยาดฝนปลิว
เขียวทิวเขาเขียวเลือนกลางฝน
ยังเทมาไม่หยุดสาย
พรายพร่างร่วงลงร่างรวง
ยิ้มแต้มบนหน้าพรางโคลน
ฝนหล่นล่วงชุ่มชื่นใจ
ไม้เคยตัดไว้แตกยอดอ่อน
เขียวใสสะท้อนบนเม็ดฝน
หลากชีวิตละวางการดิ้นรน
หยุดสดับรับเสียงฝนพรมพร่างพราย
9月4日 เงียบ
9月3日 ระหว่างเรา ระหว่างทาง ระหว่างใจต่อไปนี้เป็นบทสนทนาของใครบางคน ในคืนเดือนหงาย ที่ดาวหายเพราะแสงจันทร์กลืนกลบ ณ ที่แห่งหนึ่ง ที่เป็นที่เชื่อต่อระหว่าง คำว่า กรุงเทพ กับ ต่างจังหวัด รังสิต
8月26日 เช้านี้และสายนั้นเช้า...ดอกไม้แม่บาน
ต้นไม้พ่อเติบใหญ่
ลูกชายออกจากบ้าน
ตั้งแต่เมื่อวานของปีก่อน
น้องชายรอพี่ชาย
น้องสาวบ่นเพรียกหา
เมื่อไหร่พี่ชายจะหวนมา
กลับมาสู่ที่เคยจากไป
สาย...ของวันหนึ่ง
พี่ชายที่ซึ่งหายไป
ลูกชายของพ่อแม่
กลับมายืนงอแงที่หน้าบ้าน...
8月8日 ฝนฝนยังคงตกต่อเนื่อง วันนี้เป็นวันที่สี่แล้ว สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์แห่งหารเปียกปอน เงียบเหงา และขี้เกียจ เหมาะอย่างยิ่งกับคนสันหลังยาวเป้นสันดาน แม้ว่าสายฝนจะพาดอกไม้บางดอกผลุดโผล่ขึ้นจากผิวดิน หรือทำให้ผีเสื้อเริงรำบำก็ตามที แต่มันก็พาความพลุกพล่านจากไปในบางพื้นที่ ผมมักนั่งมองมันตั้งแต่เริ่มปรอยลงมาเป็นม่านเม็ด จนกระทั่งถั่งโถมลงมาไม่ขาดสาย มองมันผ่านบานเกร็ดหน้าต่างตรงหน้า โลกที่ใครมักบอกเสมอว่ากว้างใหญ่แคบลงไปถนัดตา จะต่างอะไรถ้าเราเห็นความกว้างใหญ่ของพื้นที่ข้างนอกแต่ออกไปไม่ได้ มันคงเหมือนถือเงินสิบบาทยืนหน้าร้านอาหารใหญ่ในใจอยากกินซุปร้อนๆ ผัดฉ่าราคาแพง แต่สั่งได้แค่ข้าวเปล่า และบางทีเขาอาจจะไม่ขายให้ด้วยซ้ำ ความจำเจของสายฝนนั้นพาให้หายใจขัดข้อง คงเพราะต้นไม้นั้นร่าเริงเกินไป เขียวของมันสร้างความคุ้นชินจนกลายเป็นเหนื่อยหน่ายที่จะมอง อยู่ใต้ฟ้ากลัวอะไรกับฝน นั่นมันคำพูดเท่ๆ โดยแท้ในขณะที่คนพูดนั่งอยู่ในร่มเงาที่บดบังสายฝนที่ซัดสาด ฝนไม่น่ากลัวเท่าการเปียกปอน อับชื้น ในวันที่สามที่ฝนเทลงมาไม่หยุดผมมักเหลียวมองผิวหนังตามเนื้อตัวบ่อยครั้ง ด้วยเกรงว่าตะไคร่นำจะเกาะผิ และเป็นไปได้มั้ยด้วยความสงสัยหากมันไม่หยุดเลยนับจากวันที่เริ่มตกและจะไม่หยุดจนกว่าน้ำท่วมทุกสิ่งบนโลกให้จมหายลงไปอยู่ใต้สายน้ำ ความมีชีวิตชีวาคืนกลับมาสู่ต้นไม้ในท้องไร่ปลายนาแตมันได้เดินจากออกไปแล้วจากตัวผม แม่ค้าหลายเจ้านั่งหน้าหงิกงอแววตาขุ่ขข้องมองสายฝนด้วยสายตาตัดพ้อ ไม่รังเกียจ แต่มันไม่เกินไปหรือตกมาครึ่งอาทิตย์ ผักปลาสวยงามเก็บเกี่ยวได้ในฤดูนี้แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าไม่มีใครสักคนเดินตากฝนออกมาซื้อมัน ตลาดเงียบเหงา เจ้าของกิจการขายร่มคงดีใจนี่เป็นเพียงฤดูกาลเดียวที่แน่ใจว่าอย่างไรก็ขายได้ เมื่อฝนมาเยือนความอุดมสมบูรณ์ก็ตามมา มาเสียจนเฟ้อฟุ้ง ผมมองออกไปอีกครั้งสายแดดโผล่ออกมาให้เห็นรำไร แต่ยังคงม้วนอายไม่ฉากทอแสงกล้าอย่างเคย เมฆครึ้มยังไม่หมดไป ก้อนใหญ่กำลังจะมาที่ปลายขอบฟ้าไกลออกไป จะว่าไปการบ่นให้กับฤดูกาลมันช่างเป็นเรื่องที่เหลวไหลไร้สาระสิ้นดี... 7月26日 ไกลตา ไกลใจ
หนีร้อน หรือ หนีรัก
7月24日 สายไหม
7月15日 เมื่อจากลา
7月10日 บันทึกถึง 2 ความตาย ในค่ำคืนหนึ่ง
บันทึกถึงเวลาในโรงพยาบาล
6月11日 การหายไปของใครบางคน
6月4日 มองขึ้นไปบนเฉลียง
6月3日 พื้นถิ่น
มากเกินไป
6月2日 กลอนเปล่า...เปล่า
4月22日 เรื่องของเรื่อง เพราะมันอยูที่นั่น (ตอนสาม เดินดุ่มอยู่บนความยิ่งใหญ่)
ขอบคุณสำหรับคอมเมนต์นานาประการ และการเยี่ยมชม
|
|
||||||||||||||||||||||||||||
|
|